ตอนที่ 61

เย่อู่ชิวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์และเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ!”

หลินเซวียนเองก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกัน “ทำไมผมต้องตลกด้วย? รูนเกรดสีทองหกชิ้น! ยังไงก็ตามผมต้องการชิ้นนึงก้อนล่วงหน้า”

เย่อู่ชิวมองมาที่เขาด้วยสายตาพูดอะไรไม่ออก

หมาป่าเงินได้อธิบายถึงลักษณะนิสัยของหลินเซวียนเอาไว้แล้ว เธอรู้ว่าถ้าอยากจะสั่งให้เขาทำนู่นทำนี่ก็ต้องใช้งูมาปูเป็นทางเดิน

ยังไงก็ตามเธอกลับยังคงดูถูกความลุ่มหลงในเงินและสมบัติของหลินเซวียนมากเกินไป

โอกาสที่รูนเกรดสีทองจะปรากฏขึ้นมาบนโต๊ะสร้างรูนในมิติส่วนตัวนั้นมีต่ำจนน่าเหลือเชื่อ ไม่แตกต่างอะไรไปจากอัตราการดร็อปไอเทมที่ต่ำสุดๆในเกมเลยซักนิด ยิ่งไปกว่านั้นจุดที่ไม่เหมือนกับเกมพวกนั้นก็คือมันไม่ได้การันตีด้วยว่าจะได้

ตอนนี้ในเมื่อเขามีโอกาสได้รูนเกรดสีทองตั้งหกชิ้นหลินเซวียนจะปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไปได้ยังไง?

“ถ้างั้นบอกฉันทีซิว่านายจะป้องกันกำแพงเมืองทั้งสองด้านยังไง?” เย่อู่ชิวเอ่ยถาม

หลินเซวียนโบกมือ “ผมมีเพื่อนที่เป็นนักสู้ขอบเขตที่6เหมือนกัน อีกซักพักนึงจะไปพาเขามาช่วยป้องกันกำแพงเมือง”

เย่อู่ชิวฉงนยิ่งนัก “เพื่อนที่ว่านี่นายหมายถึงตัวเองรึเปล่า?”

หลินเซวียนอดหัวเราะไม่ได้ “ไม่ต้องห่วงน่าผมจะทำตามสัญญาแน่นอน ปล่อยกำแพงทั้งสองด้านให้ผมจัดการเอง ”

“นอกจากนี้...พวกเราไม่จำเป็นต้องป้องกันกำแพงทิศเหนือรึไง?” เขาชี้ไปด้านหลัง

เย่อู่ชิวส่ายหัว “ไม่จำเป็นต้องป้องกัน”

“รูนอะไรที่นายต้องการล่วงหน้า?”

หลินเซวียนเอ่ยออกมาทันที “ผมอยากได้ ‘ให้เพลิงชำระล้างทุกสรระสิ่ง’ ผมยังขาดส่วนที่สามของเซ็ตรูนนี้อยู่ ยังไงซะกองพลก่อสร้างก็มีธุรกิจใหญ่โตพวกคุณคงจะมมันใช่ไหมละ?”

เย่อู่ชิวหลับตาลงและพยายามนึก “ในคลังเก็บรูน...ชั้นที่หกแถวที่สาม เดี๋ยวฉันไปเอามาให้”

หลินเซวียนพยักหน้ารับ “ถ้างั้นผมก็จะไปพาเพื่อนมาเหมือนกัน”

ไม่นานนักเย่อู่ชิวก็กลับมาพร้อมกับรูน สิ่งที่ทำให้เจ้าหล่อนนิ่งงันไปก็คืออีกฝ่ายกลับมีอยู่สองคนจริงๆ

หนึ่งนั้นอยู่ในชุดเกราะหนาดูราวกับถังเหล็ก

อีกหนึ่งในซ่อนลักษณะของตัวเองอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำและมองแทบจะไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

เย่อู่ชิวชะงักไปทันที

คนไหนคือโล่วิญญาณล่ะ? แล้วคนไหนคือสหายของเขา?

เขาลองใช้สกิลตรวจสอบดูแต่ก็ไม่เห็นข้อมูลอะไรเลย

‘โชคไม่ดีที่สกิลตรวจสอบของเราไม่ได้อัพเกรดมาซักเท่าไหร่ เป็นเพียงขอบเขตที่4เท่านั้นแถมยังเป็นเกรดสีฟ้าเองด้วย ไม่อย่างนั้นก็น่าจะเป็นข้อมูลของคนผู้นี้ได้บ้าง’ เย่อู่ชิวคิดขึ้นมาด้วยความจนใจ

“ผมคือโล่วิญญาณแต่ต้องเปลี่ยนของสวมใส่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้องค์กรเจอร์มินอลจำได้” หลินเซวียนในปัจจุบันสวมใส่ชุดเซ็ตปราการยักษ์และชุดเซ็ตป้อมปราปารอยู่ แต่เนื่องจากเขาเปลี่ยนเอาชุดเซ็ตป้อมปราการออกมาใส่ภายนอกแทนลักษณะของเขาจึงเปลี่ยนไปจนดูคล้ายกับถังเหล็กเช่นนี้

“ฉันตะวันออก นายตะวันตก” หลังจากได้รับรูนจากเย่อู่ชิวแล้วเขาก็ตบไหล่ ‘สหาย’ ของเขา คนทั้งสองก็หันหลังให้กันและเดินมุ่งหน้าไปคนละทิศทาง

สหายผู้นี้ของเขาแน่นอนว่าคือตัวเขาเอง หรือจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าเป็นร่างแยกของเขา

“มีร่างแยกนี่ก็ดีเหมือนกันนะ โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่สกิลร่างแยกนี่เรียกร่างแยกได้แค่ร่างเดียว สงสัยจริงๆว่ามันจะมีสกิลร่างแยกระดับสูงไหม?”

หลินเซวียนยืนอยู่บนกำแพงเมืองทิศตะวันออกและฝังรูน ‘ให้เพลิงชำระล้างสรรพสิ่ง’ ทั้งเซ็ตลงไปในตำราเพลิงผลาญของเขา

ความสามารถทั้งสามส่วนของเซ็ตรูน ‘ให้เพลิงชำระล้างสรรพสิ่ง’ คือเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังเวทย์+70% , เพิ่มความเสียหายธาตุไฟ+30% , และสกิลธาตุไฟจะสร้างความเสียหายกระจายในรัศมี50เมตร

ด้วยเซ็ตรูนนี้และเซ็ตรูนคลื่นสีชาดที่เขาได้มาเมื่อไม่นานมานี้ทำให้ความแข็งแกร่งของเวทย์ไฟของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับตอนที่สู้กับผู้จัดการหมายเลข3ก่อนหน้านี้!

ในเวลาเดียวกันจางเผิง หยางเหว่ยและโม่หยวนต่างก็พานักสู้ระดับต่างๆเกือบร้อยคนมาที่กำแพงเมืองทิศตะวันตก

ลู่หลัว เหวินเซี่ยงและคนอื่นๆนำคนอีกกลุ่มหนึ่งไปยังกำแพงเมืองทิศตะวันออก โม่หยวนสังเกตเห็นว่าหยางเหว่ยดูจะกังวลเล็กน้อยจึงเอ่ยปากเตือน “ไม่ต้องเครียดแล้วก็ไม่ต้องกังวลด้วย ท่านหมายเลข1ฉลาดขนาดนั้นอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่ายังไงพวกเราก็มีคนตั้งเยอะ ฝ่ายที่ได้เปรียบก็คือพวกเรา!”

หยางเหว่ยได้ยินดังนี้ร่างกายก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา

เขาพลันนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อตอนที่เขาพยายามจะสร้างความดีความชอบให้กับหมายเลข3โดยการจัดการกับโล่วิญญาณ เขาได้ส่งนักกู้ซากออกไปสามคนและคนทั้งสามนั้นก็พูดว่าพวกตนมีจำนวนเยอะกว่าดังนั้นฝ่ายที่ได้เปรียบคือพวกตนเหมือนกัน

ท้ายที่สุดทั้งสามคนกลับถูกโล่วิญญาณกระทืบจนเละและไม่อาจแม้แต่จะแก้แค้นได้ด้วยซ้ำ

“เฮ้ดูนั่นสิ บนกำแพงเมืองทิศตะวันตกมีคนป้องกันอยู่แค่คนเดียวว่ะ! ฉันจะขำให้ดิ้นตาย เจ้าหมอนั่นคิดจะป้องกันพวกเราที่มีจำนวนมากขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ?”

จางเผิงสังเกตเห็นเงาร่างในชุดคลุมสีสีดำบนกำแพงเมืองทิศตะวันตก

โม่หยวนเองก็มองขึ้นไปเช่นกัน หากแต่เพียงแค่ปรายตามองแข้งขาของเขาก็สั่นสะท้านและแทบจะล้มลงบนพื้นอยู่ลอมล่อแล้ว

จางเผิงและหยางเหว่ยประคองเขาขึ้นมาและถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น?”

โม่หยวนชี้ไปที่ร่างในชุดคลุมที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองผู้นั้นและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ระ...ระเบิดเพลิง!”

ร่างของจางเผิงและหยางเหว่ยเองก็สะท้านเฮือกไม่ต่างกัน “เวรแล้ว..จริงดิ?”

พวกเขาได้ประสบกับความน่าหวาดกลัวของระเบิดเพลิงมาแล้ว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับระเบิดเพลิง หัวหน้าทีมราชันย์ปิศาจอย่างลั่วหลี่สวีกลับไม่อาจตอบโต้ได้เลยซักนิดและถูกสังหารในพริบตา!

ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังได้ยินข่าวอะไรบางอย่างมาจากโม่หยวนอีกด้วย

คืนนั้นเมื่อตอนที่เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นมาในแดนรกร้างแท้จริงแล้วคือการต่อสู้กันระหว่างระเบิดเพลิงกับหมายเลข3

หากแต่สุดท้ายแล้วระเบิดเพลิงกลับไม่ถูกจับกลับมา

นั่นหมายความว่ายังไง? นั่นก็หมายความว่าระเบิดเพลิงหลบหนีได้สำเร็จหลังจากต่อสู้กับผู้จัดการหมายเลข3ยังไงล่ะ!

พวกเขาไม่กล้าพูดจริงๆว่าระเบิดเพลิงนั้นทรงพลังเพียงใด

กรณีของผู้จัดการหมายเลข3เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

ร่างแยกของหลินเซวียนเองก็มองเห็นกลุ่มคนใต้กำแพงเมืองเช่นกัน เขาปรายตากวาดมองไปรอบๆและเห็นคนคุ้นตาไม่น้อย

มือใต้ผ้าคลุมถูกชักออกมาพร้อมกับตำราเพลิงผลาญจากนั้นเขาก็เริ่มร่ายเวทย์ระเบิดเพลิงในทันที

เมื่อเห็นการกระทำนี้สัญชาตญาณของโม่หยวนก็บอกให้เขารีบล่าถอย

ถ้ากระทั่งนักสู้ขอบเขตที่6ซึ่งเป็นหัวหน้ายังถอย พวกลูกสมุนที่อ่อนแอกว่าก็คงไม่ต้องกล่าวถึง

ใครที่ไม่รู้อาจจะคิดว่าพวกตนกำลังเผชิญหน้าอยู่กับนักสู้ขอบเขตที่7เลยก็ได้

จางเผิง หยางเหว่ยและโม่หยวนสบตากันและสังเกตเห็นความลำบากใจในแววตาของแต่ละคน

โม่หยวนเอ่ย “ฮ่าๆๆ...เมื่อกี้ฉันก็แค่กังวลนิดหน่อยเลยเผลอถอยมาก็เท่านั้น”

จางเผิงเอ่ย “เข้าใจๆ เมื่อกี้ฉันก็คันเท้านิดหน่อยเลยอยากจะถูกับพื้นก็เท่านั้น”

กล่าวจบคนทั้งสองก็มองไปที่หยางเหว่ย “แล้วนายล่ะ?”

หยางเหว่ยกังวลมากจนต้องยกมือขึ้นมาเกาหัวหากแต่ก็คิดหาข้อแก้ตัวไม่ได้เลย

จางเผิงและโม่หยวนเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ดูเหมือนนายจะกลัวสินะ?”

หยางเหว่ย “...”

“นี่น่ะหรอนักสู้ขององค์กรเจอร์มินอล? ขี้ขลาดจริงๆ” น้ำเสียงแหบแห้งดังออกมาจากใต้ผ้าคลุม

คนทั้งสามพลันหัวร้อนขึ้นมาทันที

การที่พวกเขาจำนวนไม่น้อยถูกคนเพียงคนเดียวกดดันให้ถอยเช่นนี้แค่นี้ก็น่าอับอายจนยากจะพูดอยู่แล้ว

“โจมตี บุกเลย!”

หยางเหว่ยคำรามออกมาและถอยไปครึ่งก้าว เขาสั่งให้ขอบเขตที่3 4และ5ด้านหลังรุดหน้าขึ้นไป

นักสู้ด้านหลังของเขากัดปากเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของหยางเหว่ย ไม่อย่างนั้นหยางเหว่ยและอีกสองคนก็คงจะหาวิธีให้พวกเขาบุกเข้าไปอยู่ดี

สกิลทุกประเภทถูกโยนเข้าใส่กำแพงเมือง

ตราบใดที่ไม่ใช่สกิลของนักสู้ขอบเขตที่6 หลินเซวียนย่อมสามารถป้องกันได้แม้จะไม่ได้ใส่อุปกรณ์ที่เน้นการป้องกันก็ตาม

สกิลเหล่านี้ที่ปะทะลงบนร่างของเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากหยดน้ำที่หยดลงบนตัว ไม่ทิ้งเอาไว้แม้แต่ร่องรอยด้วยซ้ำ

“ตาฉันบ้าง”

บอลเพลิงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวหกเมตรควบแน่นขึ้นมาเหนือฝ่ามือของหลินเซวียนอย่างรวดเร็ว

นักสู้ที่อยู่ใต้กำแพงเมืองพลันกลืนน้ำลายคำโตเมื่อเห็นบอลเพลิงขนาดมหึมาและร้อนแรงถึงเพียงนี้

เชี่ย

วันนั้นผู้จัดการหมายเลข3เองก็ต้องเจอกับบอลเพลิงระดับนี่น่ะนะ? น่ากลัวเกินไปหน่อยไหม?

“ถอยๆๆ! พวกแกทั้งหมดกระจายตัวเดี๋ยวนี้!” จางเผิงตะโกนบอกและเปิดใช้งานสกิลเพิ่มความเร็วของตัวเองในทันทีก่อนจะรีบกระโจนหลบไปอีกฝั่ง

หยางเหว่ยและโม่หยวนเองก็กลิ้งออกไปข้างๆราวกับลาขี้เกียจเช่นกัน

เหลืออยู่แต่เพียงนักสู้ที่ตอบสนองไม่ทันเวลาเพราะมัวแต่จับจ้องบอลเพลิงขนาดมหึมาที่กำลังพุ่งลงมาด้วยสีหน้าตกตะลึงเท่านั้น

ตูม!

เปลวเพลิงระอุพวยพุ่งขึ้นฟ้า

นักสู้ที่อยู่ศูนย์กลางของการระเบิดนั้นระเหยกลายเป็นไอในชั่วพริบตาโดยไม่เหลือแม้แต่ซาก