ตอนที่ 58

ทหารทั้งสองคนมองหน้ากันไปมาและเปลี่ยนท่าทีทันทีโดยไม่กล้าล่าช้าแม้แต่น้อย

“โปรดตามพวกเรามาด้วยครับ”

ทหารทั้งสองจ้องเขม็งไปที่หลินเซวียนจากทั้งซ้ายและขวาก่อนจะคุมตัวเขาเดินไป สายตาที่ทั้งสองคนมองมานั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงขั้นสุด

หลินเซวียนจะโทษพวกเขาก็คงไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นคนนอกก็เป็นธรรมดาที่อีกฝ่ายจะระมัดระวังขนาดนี้ ถ้าทหารสองคนนี้ไม่สนใจเขานั่นต่างหากถึงจะเรียกว่ามีปัญหาจริงๆ

ถนนหนทางนั้นสะอาดมากและบ้านเรือนเองก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ด้านนอกบ้านไม่มีผู้อพยพทำเลอะเทอะเลยซักคนเดียว

หลังจากเดินมาได้ซักพักเขาก็สังเกตเห็นผู้หญิงแบกอาหารร้อนๆไปยังกำแพงเมืองและแจกจ่ายให้กับทหารทุกคน

ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นนี้ทำให้ทุกๆคนต่างมีสีหน้ามีความสุขและเป็นมิตรต่อกันทั้งนั้น

นานมากแล้วจริงๆที่หลินเซวียนไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้นับตั้งแต่ที่เขาข้ามโลกมา

ไม่นานนักทหารก็นำหลินเซวียนมายังบ้านทรงต่ำแห่งหนึ่งใจกลางเมือง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

ทหารคนนั้นเคาะประตูด้วยท่าทีไม่สบายใจนัก

เสียงแหบแห้งหากแต่มีเกียรติในทีดังออกมาจากภายใน

“มีเรื่องอะไร?”

“ท่านเทศมนตรีมีคนอพยพมาจากองค์กรเจอร์มินอลกล่าวว่าเขามีเรื่องสำคัญต้องรายงานท่านครับ!”

“ไม่”

น้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นปฏิเสธทันที

หลินเซวียนพึมพำแผ่วเบา “มืออสรพิษแดง ไวน์เถาวัลย์เหลือง”

คนด้านในประตูเงียบไปซักพักก่อนจะตอบกลับ “...โอริโอ้เหลืองสองชิ้น”

หลินเซวียนเอ่ยต่อ “หวนนึกถึงอดีตของกงจินเมื่อครั้งที่เสี่ยวเจียวแต่งงานคราแรก”

ภายในประตู “...เจ้าทำให้ข้าปราศจากความสุข”

หลินเซวียน “ข้าคือปักษาบนสรวงสวรรค์”

เสียงเก้าอี้ถูกผลักดังขึ้นจากภายในประตูพร้อมๆกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบา

“ยามเมื่อหายนะจู่โจมทุกคนจักโผบิน”

จากนั้นประตูก็เปิด

สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าของหลินเซวียนก็คือหญิงสาวร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง

เธอดูแล้วน่าจะมีอายุราวยี่สิบปีมีผมสั้นประบ่า ดวงเนตรราวกับหงส์และกรีดอายแชโดวใต้ตาไปจนเกือบถึงหน้าผาก เจ้าหล่อนสวมใส่ชุดสูทสีขาวด้านบนและกางเกงยีนสีขาวด้านล่าง

ใบหน้านั้นเป็นขอบเป็นมุมแลดูกล้าหาญยิ่งนักและมีความงดงามระดับหาตัวจับได้ยากเข้าขั้นน่าสะพรึง

ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ย่อมต้องหวาดกลัวกลิ่นอายของเธอผู้นี้และอยากจะชิดใกล้กับเจ้าหล่อนจากก้นบึ้งของหัวใจ

“พวกนายกลับไปเถอะ” สตรีผู้นั้นโบกมือ

ทหารทั้งสองนายพยักหน้ารับและหมุนตัวจากไป

“ตามฉันเข้ามา” หญิงสาวผู้นั้นเดินกลับไปยังเก้าอี้และส่งสัญญาณให้หลินเซวียนปิดประตู

จากนั้นเจ้าหล่อนก็ชงชามาสองแก้วและยื่นให้กับหลินเซวียนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “ชื่อของฉันคือเย่อู่ชิวเป็นเทศมนตรีของเมืองเครนขาว นายรู้จักรหัสลับของสมาชิกชั้นยอดอย่างหมาป่าเงินของกองพลก่อสร้างเราได้ยังไง?”

หมาป่าเงินคือหมายเลข2 นั่นเป็นชื่อเรียกของเขาในกองพลก่อสร้าง

หลินเซวียนทรุดตัวนั่งลงเบื้องหน้าอีกฝ่าย “เพราะว่าผมเป็นสมาชิกภายนอกของกองพลก่อสร้างไงล่ะ”

เย่อู่ชิวจิบชา “สิ่งนั้นล่ะ?”

หลินเซวียนหยิบจดหมายแนะนำออกมาและยื่นให้กับอีกฝ่าย

เย่อู่ชิวเปิดผนึกจดหมายและกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะพยักหน้ารับรู้ “เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่มาส่งข้อมูลนะ”

ในจดหมายยังบอกเอาไว้ด้วยว่านายต้องการเข้าแดนลับขอบเขตที่6ที่พวกเราควบคุมอยู่ รับนี่ไปและไปหาคนที่รับหน้าที่ดูแลแดนลับซะ นายมีเวลาอยู่ในแดนลับสี่ชั่วโมง“

เย่อู่ชิวฉีกส่วนหนึ่งของกระดาษออกมาและเขียนคำสั้นๆลงไปก่อนจะยื่นให้กับหลินเซวียน

หลินเซวียนมองดูลายมือที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ด้วยสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก “...ในอดีตคุณเคยเป็นหมอมาก่อนรึเปล่าเนี่ย?”

เย่อู่ชิวเลิกคิ้วคมราวกระบี่ขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร

หลินเซวียนโบกมือ “ช่างมันเถอะ ผมไปแดนลับก่อนดีกว่า”

เขาถือกระดาษเอาไว้ในมือและเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่ลังเล

เย่อู่ชิวที่นั่งกอดอกอยู่นั้นพึมพำออกมา “หืม...การที่นายให้ค่าคนผู้นี้ขาดนี้..เขามีพรสวรรค์อะไรขนาดไหนกัน คุ้มค่าที่จะลงแรงมากมายขนาดนี้เลยรึ?”

หลังจากคิดอยู่ซักพักเธอก็ตัดสินใจไม่คิดต่อ กลับกันเธอเลือกที่จะมองไปยังเนื้อหาในจดหมายและเคาะโต๊ะไปมาเป็นจังหวะราวกับกำลังเผชิญกับการตัดสินใจอันยากเย็น

“เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะส่งนักสู้ขอบเขตที่7ในบริเวณรอบๆนี้มา ฉันคงทำได้แค่...”

หลินเซวียนเดินไปดึงคนนั้นคนนู้นมาถามทางไปประตูแสงของแดนลับและไม่นานเขาก็มาถึงเมืองเครนขาวส่วนเหนือโดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

เมื่อมาถึงเขาก็สังเกตเห็นประตูแสงสูงหกเมตร ด้านข้างประตูแสงนั้นเป็นจุดตรวจรักษาความปลอดภัย ภายในจุดตรวจนั้นมีชายชราผู้หนึ่งกำลังทำงานอยู่ – เขากรนออกมาเสียงดังสนั่น

หลินเซวียนเคาะกระจกเบาๆเพื่อปลุกชายชรา

ใบหน้าของชายชราผู้นี้ก็เหมือนคนทั่วๆไปและมีรอยบ่นเต็มใบหน้า สิ่งที่น่าจดจำที่สุดของอีกฝ่ายคงเป็นการที่เขาเป็นคนที่มีจมูกใหญ่

หลังจากยื่นกระดาษให้อีกฝ่าย ชายชราจมูกใหญ่ก็ขมวดคิ้ว “เจ้าหนุ่มแดนลับแห่งนี้เต็มไปด้วยพิษนะ ถ้านายไม่มีค่าต้านทานพิษที่สูงพอก็อย่าเข้าไปเลย”

กล่าวจบเขาก็เปลี่ยนหัวข้อและเผยสีหน้าเจ้าเล่ห์ออกมา จากนั้นเขาก็ขยิบตาให้และเอ่ยขึ้น “ฉันจะขายเซ็ตอุปกรณ์ที่มีค่าต้านทานพิษสูงให้แล้วกัน นายเอาอุปกรณ์เกรดสีม่วงสองชิ้นมาแลกได้เลย!”

หลินเซวียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ไม่เป็นไรน่าปู่ ผมไหว”

รอยยิ้มของชายชราเลือนหายทันทีพร้อมกับแค่นเสียงออกมา “ถ้างั้นก็เชิญเข้าไปเถอะ”

หลังจากยืนมองหลินเซวียนเข้าแดนลับไปแล้ว ชายชราก็หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาและติดต่อไป

“นี่เสี่ยวชิว..เจ้าหนูนั่นไม่ฟังคำแนะนำของฉันแถมยังไม่ยอมซื้อชุดเซ็ตจากฉันด้วย จู่ๆก็เข้าไปเลยซะอย่างนั้น”

น้ำเสียงราบเรียบดังมาตามสาย “ลุงคะช่วยหนูจับตาดูเขาหน่อยนะคะ หมาป่าเงินออกปากคนให้คุ้มครองเขาเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้เขาตายข้างในนั้นเชียว”

ชายชราตกตะลึงยิ่งนัก “แปลกนะ ทำไมหมาป่าเงินถึงได้ขอให้พวกเราปกป้องคนๆนี้เป็นพิเศษ? เขาก็ดูไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนี่”

ชายชราเดินออกมาจากจุดตรวจอย่างช้าๆและเข้าไปในแดนลับเช่นกัน

ในเวลาเดียวกัน เท้าของหลินเซวียนก็มาถึงพื้นพอดี

มวลอากาศหนาหนักกระแทกเข้าใส่จมูกของเขาพร้อมๆกับสภาพจิตที่เริ่มเกิดอาการวิงเวียน

หลินเซวียนรีบมองหน้าต่างข้อมูลของตัวเองทันทีและพบว่าหลอดเลือดพลังชีวิตของเขานั้นติดดีบัฟ ‘พิษเสื่อมสลาย’

พิษเสื่อมสลายนี้แตกต่างจากพิษร้ายและพิษรุนแรงจากบึงยุงพิษ ความสามารถของพิษนี้นั้นส่งผลต่อสมองโดยตรง

ยังไงก็ตามค่าต้านทานพิษของหลินเซวียนนั้นสามารถต้านทานได้ทั้งพิษร้ายและพิษรุนแรง แม้ว่าอัตราการที่ต้านทานได้จะแตกต่างกันก็ตาม

หลังจากต้องพิษเสื่อมสลายคนผู้นั้นจะมีโอกาส10%ที่จะติดสตั้นเป็นเวลา1วินาทีในทุกๆ1นาที ยิ่งค่าความอดทนสูงเท่าไหร่โอกาสที่จะติดสตั้นและระยะเวลาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น บวกกับหลังจากติดสถานะ ‘พิษเสื่อมสลาย’ นี้แล้วคนผู้นั้นเสียพลังชีวิต10แต้มทุกวินาทีด้วย

แน่นอนว่ากะอีแค่10แต้มต่อวินาทีนั้นหลินเซวียนสามารถเมินไปได้เลย

อย่างแรกเลย ค่าความอดทนของเขานั้นสูงถึง353แต้มซึ่งก็หมายความว่าเขาสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้35แต้มต่อวินาที

นอกจากนั้นเขายังสวมใส่เซ็ตรูน ‘โอสถวิญญาณแห่งความตาย’และชุดเซ็ตหมอพิษอยู่อีกด้วย

อย่างแรกเลยคือความสามารถของเซ็ตรูนโอสถวิญญาณแห่งความตายที่จะเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิตให้กับเขา70%

ชุดเซ็ตหมอพิษจะทำให้ผู้สวมใส่ฟื้นฟูพลังชีวิตได้10แต้มเมื่อถูกโจมตีจากพิษซึ่งนั่นก็รวมไปถึงพิษธรรมดา พิษร้าย พิษรุนแรง พิษเสื่อมสลายและพิษอื่นๆเช่นกัน

ด้วยความสามารถที่ซ้อนทับกันเช่นนี้ทำให้พลังชีวิตของหลินเซวียนมีแต่จะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อถูกพิษเสื่อมสลายโจมตี

ตัวเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องจักรผลิตเลือดรูปแบบมนุษย์เลยซักนิด กระทั่งแวมไพร์ก็ยังต้องมองเขาเป็นโรงอาหารเคลื่อนที่

ส่วนเรื่องโอกาสติดสตั้นนั้น เมื่อต้องเจอกับค่าความอดทนสูงลิบลิ่วของเขามีก็เหมือนไม่มีนั่นแหละ หลินเซวียนเลยไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย

หลังจากรู้สึกไม่สบายตัวเป็นเวลาสั้นๆเขาก็เริ่มปรับตัวได้

ในเวลาเดียวกันชื่อของแดนลับแห่งนี้ก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา

[แดนลับขอบเขตที่6 - ถ้ำพิษเสื่อมสลาย]

“มาดูกันว่าเราจะเข้าไปได้ลึกแค่ไหน อยากจะเตรียมร่างอวตารเอาไว้ที่นี่ซักสองร่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ด้วย ฉันอยากจะเพิ่มเลเวลนักสู้จะแย่อยู่แล้ว”

หลินเซวียนออกเดินไปข้างหน้า

แม้ว่าเขาจะได้เปรียบในการต่อสู้กับผู้จัดการหมายเลข3เมื่อคืนแต่ก็เป็นเพราะเขาฉวยโอกาสที่ผู้จัดการหมาเยลข3ไม่ระวัง

คงไม่ม่ใครคิดหรอกว่านักสู้ที่เชี่ยวชาญการใช้เวทย์ไฟกลับสวมใส่ชุดเกราะหนักและมีร่างกายอันอึดทึกทนแบบนั้น

ค่าความเร็ว389แต้มของผู้จัดการหมายเลข3ทำให้หลินเซวียนสัมผัสได้ถึงภัยอันตราย

ความแตกต่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญเลเวล1ขอบเขตที่6และเลเวล9นั้นแตกต่างกันถึง72แต้มค่าสถานะ ช่องว่างนี้ใหญ่พอสมควรดังนั้นเขาจึงต้องรีบกลบมัน