เซี่ยงเทียนซิวเดินเข้าไปหาโล่วิญญาณด้วยความตื่นเต้น
“ฉันคิดว่านายเป็นแค่กระป๋องเหล็กเทอะทะซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะมีทักษะของผู้เลี้ยงอสูรด้วย น่าประทับใจ”
“ยังไงก็ตามสกิลนี้เป็นสกิลสนับสนุนแบบสุดขั้วและไม่อาจหยิบยกออกมากล่าวถึงได้ ท้ายที่สุดแล้วความแข็งแกร่งของนายก็ต้องมีมากพอถึงจะการันตีความปลอดภัยได้”
เซี่ยงเทียนซิวไม่ได้แสดงท่าทีอิจฉาทักษะผู้เลี้ยงอสูรมากนัก เขาเพียงเอ่ยชมโล่วิญญาณเล็กน้อยและเดินกลับไปที่เต็นท์ของตัวเอง
“ทักษะของผู้เลี้ยงอสูร? โล่วิญญาณไม่คิดเลยว่านายจะมีทักษะนี้เหมือนกัน” นักสู้ที่มีนามว่าหลี่อี้ยิ้มและเดินเข้ามาหาเขา เขามองมาที่หลินเซวียนด้วยความประหลาดใจ “ฉันเองก็มีทักษะนี้เหมือนกัน ในอนาคตพวกเราคงได้คุยอะไรกันอีกเยอะ”
หลินเซซียนประหลาดใจยิ่งนัก
แววตาของอีกฝ่ายมันดูเป็นกันเองจนเกินเหตุไปหน่อย
พี่ชาย พวกเราคงไม่ใช่คนบ้านเดียวกันสินะ?
หลินเซวียนทำการใช้สกิลตรวจสอบขั้นสูงในทันที
—
[ชื่อ : หลี่อี้]
[ระดับ : เลเวล2ขอบเขตที่7]
[อาชีพ : ผู้ฝึกอสูร]
[แก่นแท้ 17828/2ล้าน]
[ค่าสถานะ : ความอดทน 154 , พลักกำลัง 125 , พลังจิต 301 , ความเร็ว 122]
[สกิล : ผู้เลี้ยงอสูร (เกรดสีทอง) , เรียกอสูร (เกรดสีม่วง) , หัวหน้าอสูร (เกรดสีม่วง) , ธนูต่อเนื่องสามดารา...]
[อุปกรณ์สวมใส่ : คทาปักษาพาที (เกรดสีทอง) , ชุดเซ็ตราชันย์อสูร (เกรดสีม่วง)...]
—
‘คนผู้นี้แปลกมาก ทักษะผู้เลี้ยงอสูรของเขากลับสูงถึงเกรดสีทองเลยรึเนี่ย? ไปหาหนังสือสกิลมาจากไหนกัน?’ หลินเซวียนสับสน
“พี่ชายเป็นคนที่ไหนหรอ?” เขาโพล่งถามออกมา
หลี่อี้ตบหน้าอกตัวเอง “สมาชิกกองพลก่อสร้างสาขาเมืองภูผาคชสาร!”
เมืองภูผาคชสาร?
แผนที่ที่ตั้งของกองพลก่อสร้างหลากหลายแห่งพลันปรากฏขึ้นมาในหัวของหลินเซวียน
ปัจจุบันนั้นกองพลก่อสร้างยังไม่อาจเอาคืนพื้นที่แทบตะวันออกเฉียงเหนือ เหนือและใต้ของต้าเซี่ยกลับคืนมาได้ ขณะเดียวกันพื้นที่ภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่มหึมาเองก็มีกองกำลังอยู่หลากหลายฝ่าย ปัจจุบันนี้กองกำลังหลักของกองพลก่อสร้างกำลังรับมืออยู่กับอสูรที่ปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่งจากเมืองบาดาลจึงยังเร็วเกินไปที่จะจัดการกับสถานที่เหล่านี้
เมืองภูผาคชสารคือเมืองชายขอบทางใต้ของจีนเทียบได้กับเมืองชายแดน
ถ้างั้นเรื่องนี้ก็ยิ่งแปลก
เมืองชายแดนนั้นต้องการกำลังรบเป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้แล้วทำไมคนจากเมืองแบบนี้ถึงลงแต้มค่าประสบการณ์อันมีค่าไปกับสกิลไร้ประโยชน์เช่นนี้?
นี่คือหนึ่งในสกิลที่นักสู้หลายต่อหลายคนลงความเห็นกันอย่างแพร่หลายว่า ‘ไร้ประโยชน์’ มันไม่อาจเพิ่มความสามารถของการต่อสู้ได้เลย
“พี่หลี่ เมืองภูผาคชสารค่อนข้างไกลจากเมืองหลงไห่ทีเดียว ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ?” หลินเซวียนถามออกมา
หลี่อี้กล่าวด้วยความจริงจัง “แน่นอนว่าฉันต้องช่วยองค์กร!”
หลินเซวียนยกนิ้วให้กับเขา
หลังจากคุยกันอยู่ซักพักทุกคนก็ลุกขึ้นไปตั้งเต็นท์ของตัวเองก่อนที่กลางคืนจะมาถึง ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ติดแท่งสายล่อฟ้าลงบนดินด้านนอกเต็นท์เพื่อไม่ให้สายฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆเต็นท์ของพวกเขา
ราตรีมาเยือนอย่างเชื่องช้า
ตรงกลางของกลุ่มเต็นท์ที่มีคนกว่ายี่สิบคน มีหม้อขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำกำลังเดือดปุดๆ
อาหารบดหลากหลายชนิดและผักตากแห้งถูกโยนลงไปในหม้อจนดูวุ่นวายยิ่งนัก
ตามปกติแล้วรสชาติของเจ้าสิ่งนี้จะค่อนข้างเลวร้ายและมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ยินดีจะกิน
หากแต่หลังจากสำรวจภูเขาอัสนีร่วงอย่างหนักหน่วงมาตลอดวันการได้ทานอะไรร้อนๆก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน
ฉู่เผิงเฉิง หมาป่าเงิน เซี่ยงเทียนซิวและคนอื่นๆเริ่มสวาปามอาหารชามแล้วชามเล่า หากผู้ที่ไม่รู้จักคนเหล่านี้มาเห็นเข้าคงพาลคิดไปว่าพวกเขากลัวว่าจะโดนแย่งอาหารเป็นแน่
“หือ? พวกนายสามคนไม่หิวหรอ?” หมาป่าเงินสังเกตเห็นว่าโล่วิญญาณ ระเบิดเพลิงกับแบล็คนั้นดูเหมือนจะไม่มีความสุขในการกินนัก
แบล็คกระแอมออกมาเบาๆและปรายตามองไปที่โล่วิญญาณ
คนทั้งสองพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน “พวกคุณคือกองกำลังหลักในการสำรวจยอดเขาหลัก พวกเรายกซุปหม้อนี้ให้พวกคุณเลย ส่วนพวกเรายังทนไหว”
ไม่นานมานี้แบล็คพึ่งจะทานเนื้อย่างพร้อมด้วยเอ่อกั่วโถวกับโล่วิญญาณแล้วก็ระเบิดเพลิงมาหมาดๆ กระทั่งถึงตอนนี้ท้องของเขาก็ยังอิ่มจุกและไม่รู้สึกหิวเลยซักนิดเดียว
รสชาติของอาหารบดและผักตากแห้งนั้นเทียบไม่ได้เลยกับเนื้อย่างทำให้ตัวเขาไร้ซึ่งความอยากอาหารไปโดยปริยาย
หลินเซวียนเองก็เช่นเดียวกัน เนื้อย่างที่ทานไปตอนเช้ายังไม่ย่อยเลยด้วยซ้ำ
พริบตานั้นเองทุกคนก็หยุดกินและหันมามองพวกเขาด้วยสายตาสับสน
ช่างเป็นการเสียสละที่ใหญ่หลวงนัก!
เมื่อเห็นเช่นนี้พวกเขาก็อดหลั่งน้ำไม่ได้!
เทียบกันแล้ว วิธีกินของพวกเขาดูเหมือนจะน่าเกลียดและน่าขยะแขยงไปเลย!
เซี่ยงเทียนซิวลดช้อนที่กำลังจะเอื้อมไปตักซุปในหม้อลงอย่างช้าๆ เขาปาดคราบอาหารบนริมฝีปากออกและมองไปที่หลินเซวียนกับแบล็คด้วยสายตาชื่นชม
แม้ว่าเขาจะเย่อหยิ่งแต่เขาก็ชื่นชมคนไม่เห็นแก่ตัวเช่นกัน
ฉู่เผิงเฉิงส่ายหัว “สมาชิกทุกคนล้วนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในภูเขาอัสนีร่วงกันทั้งนั้น พวกนายไม่ควรจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง ไม่จำเป็นต้องให้ซุปกับพวกเราพวกนายก็ควรจะกินด้วย!”
เย่อู่ชิวตักชามซุปและส่งให้กับหลินเซวียน เธอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล “ฉันเข้าใจความรู้สึกนายนะแต่ยังไงซะทุกคนก็ต้องกินให้อิ่ม มีเพียงอิ่มท้องแล้วเท่านั้นถึงจะมีแรงพอจะออกสำรวจต่อในวันพรุ่งนี้ มาเถอะรีบๆทานซะ!”
หลินเซวียน “...ให้คนที่ต้องการเถอะ! ผมไม่หิว”
เย่อู่ชิวจ้องไปที่เขา “แต่ฉันคิดว่านายหิว”
หลินเซวียน “...”
อึกๆ
เขาดื่มซุปเข้าไปชามโต
หลินเซวียนรู้สึกราวกับกระเพาะจะขย้อนออกมา
ถึงอาจจะไม่ถึงขั้นพุงป่องแบบคนท้องแต่หลังจากกินเข้าไปก็ทำให้ท้องโย้ขึ้นไม่น้อย
โชคยังดีที่โล่วิญญาณสวมชุดเกราะเต็มตัวและระเบิดเพลิงเองก็สวมชุดคลุมหลวมโพรก ไม่อย่างนั้นทุกคนคงได้เห็นหน้าท้องที่ยื่นออกมาของพวกเขาเป็นแน่
หลังจากกินดื่มจนแล้วเสร็จ ฉู่เผิงเฉิงก็เริ่มจัดแจงเวรยามในคืนนี้
“กะแรกเป็นของเย่อู่ชิวกับหมาป่าเงิน”
“กะที่สองเป็นของฉู่เผิงเฉิงกับไป๋ชิงเหอ”
“กะที่สาม...”
“...”
“กะที่เจ็ดเป็นของโล่วิญญาณกับระเบิดเพลิง”
ในเวลานั้นเองจู่ๆหลี่อี้ก็ยกมือขึ้นมา “ผู้อำนวยการฉู่ช่วยจัดให้ผมอยู่กะเดียวกับโล่วิญญาณได้ไหมครับ?”
ฉู่เผิงเฉิงชะงัก
เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไร?
ไม่รู้หรือไงว่าโล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน?
ทำไมถึงอยากเข้าไปมีเอี่ยวในความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขนาดนั้นเล่า?
ระเบิดเพลิงถามออกมาด้วยความสงสัย “ทำไม?”
หลี่อี้ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ฉันเห็นว่าโล่วิญญาณเองก็มีสกิลของผู้เลี้ยงอสูรดังนั้นฉันก็เลยอยากจะแบ่งปันมุมมองกับเขา บางทีอาจจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆก็ได้”
คนอื่นๆพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเมื่อได้ยินเช่นนี้
หลินเซวียนกรอกตามองบน
เกรดของสกิลผู้เลี้ยงอสูรของเอ็งมันเกรดไร้ที่ติสีทองแล้วไม่ใช่เรอะ!
ถ้าได้มุมมองอะไรจากการคุยกับเขาสิถึงจะเรียกว่าแปลก
หลินเซวียนตอบออกมา “ในเมื่อพี่หลี่ต้องการแบบนั้นถ้างั้นผมก็อยากจะเรียนรู้จากเขาเหมือนกัน”
หลี่อี้เผยสีหน้ามีความสุขออกมา
ในความคิดของหลินเซวียน ท่าทียินดีของอีกฝ่ายนั้นดูแปลกประหลาดไม่น้อย
เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นดีใจเยอะและเป็นกันเองเกินไป
เมื่อเห็นว่าโล่วิญญาณไม่คิดมาก ฉู่เผิงเฉิงจึงเอ่ยออกมา “เอาล่ะถ้างั้นโล่วิญญาณกับหลี่อี้ก็รับหน้าที่ในกะที่เจ็ดไปแล้วกัน”
ใช้เวลาไม่นานฉู่เผิงเฉิงก็ได้จัดแจงเวรยามในคืนนี้จนแล้วเสร็จ “เปลี่ยนกะทุกชั่วโมง ช่วยระมัดระวังตัวกันให้ดีด้วย ความปลอดภัยของทุกคนอยู่ในมือของพวกนายแล้ว”
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
เย่อู่ชิวและหมาป่าเงินที่รับหน้าที่ในกะแรกนั่งลงหน้ากองไฟขณะที่คนอื่นๆคลานเข้าไปนอนในเต็นท์
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ราตรีในภูเขาอัสนีร่วงนั้นไม่ได้เงียบสงัดแต่กลับมีเสียงสายฟ้าฟาดดังสนั่น
พูดไปแล้วก็แปลก ก่อนที่ภูเขาอัสนีร่วงจะเลื่อนขั้นสายฟ้ามักจะชอบผ่าใส่นักสู้จนเป็นเหตุให้นักสู้ทั้งหลายไม่มีทางเลือกได้แต่ต้องเดินทางแยกกัน
ท้ายที่สุดหลังจากเลื่อนขั้นไม่ว่าพวกเขาจะรวมตัวกันมากเท่าไหร่ สายฟ้ากลับไม่มีท่าทีว่าจะผ่าลงมาเลย
ฉู่เผิงเฉิงและคนอื่นๆเองก็สับสนเช่นกัน ท้ายที่สุดพวกเขาจึงหาคำอธิบายได้เพียงว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นจากการเลื่อนขั้น
หลังจากออกจากภูเขาอัสนีร่วงพวกเขาคิดจะแจ้งเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงนี้ให้กับศูนย์หลักทราบและให้พวกขาใหญ่ในศูนย์หลักใช้สมองขบคิดกันไป
สายฟ้าฟาดลงมาแต่ทุกคนนั้นเตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี พวกเขาใส่ที่อุดหูกันเสียงกันทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังสำรวจกันมาทั้งวันจึงเหนื่อยอ่อนกันยิ่งนักทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ผล็อยหลับกันไปในชั่วพริบตา
หลินเซวียนหลับไม่ลง
ถึงแม้จะมีที่อุดหูแต่เสียงสายฟ้าก็ยังเล็ดรอดเข้ามาในหูของเขาไม่ต่างอะไรจากแมลงตัวเล็กๆเลย
ยิ่งไปกว่านั้นมักจะมีคนเดินออกจากเต็นท์ไปฉี่เป็นระยะๆ ยังไงซะคืนนี้พวกเขาก็ทานซุปกันไปดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะปวดฉี่กันขึ้นมา
หลินเซวียนเรียกร่างอวตารของเขามาและให้พวกมันเดินลาดตระเวนอยู่ใกล้ๆแคมป์ของพวกเขา ในเมื่อไม่มีอะไรทำเขาเลยเปลี่ยนไปดูมุมมองของร่างอวตารพวกนี้และคิดเสียว่ากำลังดูหนังอยู่
เจ็ดชั่วโมงให้หลังก็มาถึงเวรของหลินเซวียน
เขาเดินออกจากเต็นท์และแลกเปลี่ยนกะกับคนเข้าเวรก่อนหน้า
หลี่อี้เองก็เดินออกมาจากเต็นท์เช่นกัน สายตาของคนทั้งสองจับจ้องมองกันพอดี
พวกเขาทั้งสองคนหย่อนตูดนั่งลงข้างกองไฟและเต็มฝืนเข้าไป
เสียงฝืนไหม้ดังเล็ดรอดออกมาจากกองไฟ
หลี่อี้จ้องมาที่เขาด้วยสีหน้ากึ่งตื่นเต้นกึ่งลังเล ท้ายที่สุดเขาก็เอ่ยออกมา “นายไปเรียนรู้สกิลผู้เลี้ยงอสูรมาจากไหนหรอ?”
หลินเซวียนคิดอยู่ซักพักก่อนจะตอบ “เกิดมาก็มีแล้ว”
หลี่อี้ “...”
เขาหัวเราะออกมาแห้งๆ “ถ้างั้นก็ดี”
ทั้งสองคนปิดปากเงียบ
หลินเซวียนสับสนยิ่งนัก เจ้าหมอนี่ไม่ใช่ว่าอยากจะแลกเปลี่ยนทักษะหรือไง? ทำไมไม่เห็นพูดอะไรเลย?
มีบางอย่างผิดปกติแน่แล้ว!
“เฮือก...ฉันปวดท้อง ไม่ได้การแล้วฉันต้องไปจัดการตัวเองก่อน ขอฝากหน้าที่เฝ้าระวังให้กับนายด้วย โล่วิญญาณอย่าได้ลดการป้องกันลงเชียว”
หลี่อี้จู่ๆก็ร้องโวยวายออกมาเบาๆและยกมือขึ้นมากุมหน้าท้องเอาไว้ราวกับปวดท้อง
หลินเซวียนแค่นเสียงอยู่ในใจ นี่กำลังคิดจะทิ้งระยะอยู่สินะ?
“เอาล่ะคุณไปเถอะ ให้ผมจัดการที่เหลือเอง” น้ำเสียงหลินเซวียนราบเรียบ “อย่าไปไกลนักล่ะ ถ้าคุณถูกอสูรโจมตีเข้าผมคงช่วยไม่ทัน”
หลี่อี้พยักหน้ารับซ้ำๆ หยิบม้วนกระดาษชำระออกมา กุมหน้าท้องและวิ่งเตลิดเข้าไปในป่า
เขาเดินออกมาห่างได้ซักระยะและหมุนตัวกลับไปพบว่าโล่วิญญาณยังคงโบกมือให้ไม่ได้ตามมา มาถึงตรงนี้เขาจึงรู้สึกโล่งอกในที่สุด
หลินเซวียนแค่นเสียงเยาะในใจ นี่คิดจริงๆเรอะว่าต่อให้ฉันไม่ตามแล้วจะแอบดูเอ็งไม่ได้?
เขาเปลี่ยนไปดูมุมมองของร่างอวตารแทนและทำการควบคุมผึ้งอัสนีให้มุ่งหน้าตรงไปทางอีกฝ่าย ไม่นานนักมันก็ล่อนลงบนยอดต้นไม้ไม่ไกลจากหลี่อี้มากนัก
จากนั้นเขาก็พบว่า...หลี่อี้ถอดกางเกงและนั่งยองๆลงจริงๆ
หากแต่เขากลับไม่ได้เบ่งอึแต่ใช้สกิลออกมาแทน
หลังจากเขาถูมือไปมาอยู่ชั่วครู่ คลื่นผันผวนที่มองไม่เห็นก็พลันแพรกระจายออกมาและกระจายออกไปไกลกว่าพันเมตรในชั่วพริบตา
หลังจากใช้สกิลออกมาหลี่อี้ก็รอคอยอย่างอดทน
ไม่นานนักอสูรนับสิบตัวก็วิ่งมาหาหลี่อี้
อสูรเหล่านี้ล้วนเชื่อฟังและยินดีให้หลี่อี้ลูบขนที่แสนนุ่มสบายของพวกมันได้ตามใจชอบ
“บอสของพวกแกล่ะ?” หลี่อี้ย่อตัวลงและสื่อสารกับพวกมันเบาๆ
อสูรเหล่านั้นคำรามออกมาเบาๆและชี้ไปทางทิศทางหนึ่ง
หลี่อี้ประหลาดใจยิ่งนัก “ไม่ไกลจากตรงนี้งั้นหรอ? ดีล่ะ! ถ้างั้นฉันก็คงต้องขอลองหน่อย แม้ว่าโอกาสเรียกราชันย์แดนลับมาได้จะไม่สูงมากแต่ถ้าโชคดีขึ้นมาล่ะ?”
เขาใช้สกิลดูอีกครั้งพร้อมๆกับละลอกคลื่นสีเขียวมรกตที่กระจายออกไป
ราชันย์หมาป่าตัวผู้และตัวเมียที่อยู่ไม่ไกลนักจู่ๆก็หยุดชะงักไป
ราชันย์หมาป่าตัวผู้ยังอยากจะลงมือต่อแต่ราชันย์หมาป่าตัวเมียจู่ๆกลับสลัดมันออกและเดินไปทางทิศทางของหลี่อี้ด้วยสายตามึนงง
หลี่อี้ยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีก “หนนี้เรียกราชันย์แดนลับมาได้จริงๆด้วย! คราวนี้ฉันตกบ่อทองแล้ว!”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved