ตอนที่ 51

ราตรีคืนนี้มืดมิด

ลั่วหลี่สวีและโม่หยวนถูกบรรจุเข้าทีมที่หนึ่งและกำลังออกตรวจตราด้านนอกฐานขององค์กรเจอร์มินอลอยู่ในตอนนี้

ช่วงที่ผ่านมาโม่หยวนเองก็เลื่อนขั้นมาเป็นขอบเขตที่5แล้ว ยังไงก็ตามตัวเขานั้นใช้วัตถุดิบเลื่อนขั้นระดับสูงเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น อีกสี่ล้วนเป็นวัตถุดิบระดับธรรมดาทั้งสิ้นจึงไม่ได้เลื่อนขั้นแบบสมบูรณ์เช่นหลินเซวียน

“พี่ลั่วกำลังจะมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นงั้นหรอ? ทำไมจู่ๆจำนวนของไอเทมที่ต้องการในภารกิจถึงได้เพิ่มขึ้นแถมยังให้พวกแผนกวิชาชีพเร่งความเร็วในการสร้างอุปกรณ์และผสมโพชั่นด้วย? กระทั่งความแข็งแกร่งของหน่วยตรวจตราก็ยังต้องให้นักสู้ขอบเขตที่5แบบพวกเราออกตรวจตรา...พี่พอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม? บอกผมทีสิ” โม่หยวนกระซิบกระซาบ

โม่หยวนสัมผัสได้มาซักพักแล้วว่าบรรยากาศภายในฐานองค์กรนั้นตึงเครียดและรู้สึกได้ลางๆว่ามีบางอย่างไม่ปกติ เขาอยากจะถามกับผู้จัดการหมายเลข3แต่ผู้จัดการหมายเลข3บอกเพียงว่าให้เขาสนใจแต่เรื่องของตัวเองและอย่าได้พูดอะไรมากความ

ยังไงก็ตามเขารู้สึกว่าลั่วหลี่สวีที่เป็นนักสู้ที่ผู้จัดการหมายเลข3ให้ค่าสูงที่สุดน่าจะรู้ความลับไม่น้อย

ลั่วหลี่สวียิ้มเย่อหยิ่ง “นายเดาไม่ผิดหรอก กำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจริงๆ”

โม่หยวนชะงักไป “อะไรล่ะ?” ลั่วหลี่สวีกระซิบตอบ “ผู้จัดการทั้งสามคนได้บรรลุข้อตกลงที่จะเข้าโจมตีเมืองเครนขาวแล้ว!”

“ซู๊ด...”

ลมหายใจของโม่หยวนขาดห้วงและเอ่ยออกมาตามสัญชาตญาณ “แต่กองพลก่อสร้างทรงพลังมากเลยนะ ไม่ใช่ว่าพวกเราประเมินตัวเองสูงเกินไปรึถึงได้เข้าโจมตีเช่นนี้?”

ลั่วหลี่สวีก่นด่าออกมาด้วยความไม่พอใจ “โง่เง่า! แม้ว่ากองพลก่อสร้างในตอนนี้จะเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแต่การที่ใหญ่โตนั่นก็หมายถึงจุดที่ต้องป้องกันของพวกเขาก็จะใหญ่ตามไปด้วย!”

โม่หยวนเข้าใจได้ทันที “หมายความว่าทางกองพลก่อสร้างไม่มีกำลังพลพอจะสนับสนุนเมืองเครนขาวสินะครับ?”

ลั่วหลี่สวีพยักหน้า “ท่านหมายเลข3บอกกับฉันว่าพวกเราได้รับข่าววงในมาว่าจำนวนและรดับของอสูรปิศาจที่ปะทุออกมาจากแดนลับเมืองบาดาลนั้นเพิ่มมากขึ้น กองพลก่อสร้างจำเป็นต้องจัดตั้งขุมกำลังระดับสูงและระกลางจำนวนมากเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางด้านพื้นที่ชายหาด”

“กระทั่งนักสู้ในเมืองเครนขาวเองก็ยังไม่รอด นักสู้ขอบเขตที่7และ6หลายคนถูกส่งออกไปทำให้การป้องกันของพวกเขาตอนนี้อ่อนแอลงมาก”

ดวงตาของโม่หยวนเปล่งประกายขึ้นมา “นี่เป็นโอกาสที่พวกเราจะได้พิสูจน์ตัวเองแล้วสินะ!”

ลั่วหลี่สวียิ้ม “ใช่แล้ว หลังจากนี้เมื่อเวลามาถึงคนกลุ่มแรกที่เข้าโจมตีเมืองเครนขาวและเข้าไปในประตูแดนลับได้ก่อนจะได้รับรางวัลมหา...”

ก่อนที่เขาจะได้กล่าวคำว่า ‘รางวัลมหาศาล’ ออกมาจนจบประโยค พลันพริบตานั้นเขาก็เห็นว่าไกลออกไปนั้นมีเปลวเพลิงปรากฏขึ้น

พริบตาเดียวหลังจากนั้นเสียงกรีดร้องของอสูรก็ดังขึ้นมาให้ได้ยินลางๆ

ลั่วหลี่สวีจริงจังขึ้นมาทันที “มีบางอย่างผิดปกติ!”

เขาโบกมือเพื่อให้โม่หยวนรีบตามไปติดๆ คนทั้งสองมาถึงจุดเกิดเหตุในเวลาไม่นานนัก

เมื่อพวกเขามาถึงก็พบกับเพียงประกายเพลิงและเถ้าถ่านบนพื้นดินเท่านั้น

ในบรรดาอสูรนับร้อยแข็งแกร่งที่สุดคือขอบเขตที่5และอ่อนแอที่สุดคือขอบเขตที่4 ยังไงก็ตามพวกมันทั้งหมดกลับถูกสังหารในชั่วพริบตาและไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้หลบหนี

ลั่วหลี่สวีย่อตัวลงจ้องมองรอยไหม้ที่ถูกทิ้งเอาไว้โดนบอลเพลิงที่ระเบิดลงบนพื้นดินด้วยสีหน้าจริงจัง

เขาบอกได้เลยว่าบอลเพลิงนี้ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าสองเมตร ถ้ามันถูกเขวี้ยงใส่มนุษย์ล่ะก็ ใครเล่าจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา?

โม่หยวนบ่นกระปอดกระแปดออกมา “ไม่ดีแล้วมีคนมาสร้างปัญหา!”

ลั่วหลี่สวีพยักหน้า “ผู้จัดการทั้งสามเพิ่งจะออกคำสั่งมาว่าให้ระบุตำแหน่งของฝูงอสูรและมาร์คจุดเอาไว้ ยังไงก็ตามในคืนเดียวกับที่คำสั่งถูกปล่อยออกมากลับมีฝูงอสูรถูกฆ่าล้างบาง ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เหลือเลยซักตัวอีกด้วย น่าจะมีคนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้และตั้งใจสร้างปัญหา!”

ในเวลานี้เองพวกเขาก็สังเกตเห็นเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นมาอีกจุดหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

“กลับไปรายงานเถอะ ฉันจะไล่ตามคนๆนั้นและตรวจสอบต่อเอง!” ลั่วหลี่สวีตื่นเต้นขึ้นมาทันที

โม่หยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยังพยักหน้าและรีบมุ่งหน้ากลับไปยังฐาน

ลั่วหลี่สวีแลบลิ้นเลียริมฝีปากและมุ่งตรงไปยังจุดที่เกิดเปลวเพลิง

ในฐานะของนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของหมายเลข3เขาย่อมรู้ว่าอสูรพวกนี้มีไว้ทำอะไร องค์กรวางแผนจะใช้พวกมันเข้าโจมตีเมืองเครนขาว

ถ้างั้นแล้วตัวตนของคนที่สร้างปัญหาก็ชัดเจนแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่อีกฝ่ายจะเป็นคนของกองพลก่อสร้าง

ถ้าเขาจับเป็นอีกฝ่ายก็มีโอกาสสูงมากที่จะรีดข้อมูลจากอีกฝ่ายออกมาได้! ถ้าเขาทำสำเร็จแต้มผลงานคงมหาศาลเป็นแน่!

เขาย่อมคิดจะยึดครองโอกาสครั้งใหญ่เช่นนี้เอาไว้เองจึงไล่ให้โม่หยวนกลับไป

“เจ้าหมอนี่รู้จักแต่วิธีสร้างปัญหาจากที่มืดดูยังไงก็คงไม่มีความกล้าซักเท่าไหร่ เราน่าจะจัดการกับมันได้ไม่ยาก!” ลั่วหลี่สวีแสยะยิ้มและรู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองนั้นฉลาดเหลือหลาย

ไม่นานนักเขาก็มาถึงจุดที่เกิดเปลวเพลิง ตรงนี้ไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้วมีเพียงเปลวเพลิงและซากศพไหม้เกรียมเท่านั้น

ลั่วหลี่สวียิ่งแสยะยิ้มกว้างขึ้นไปอีก

“เจ้าหมอนั่นไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับฉันด้วยซ้ำ น่าจะกลัวฉันแน่ๆ! ต้องรีบจับมันและกลับไปรับผลงาน!”

เขาไล่ล่าไปยังจุดที่เกิดเปลวเพลิงต่อไปราวกับกำลังไล่ตามหีบสมบัติใบโต

หลินเซวียนใช้บอลเพลิงของเขาลูกหนึ่งสังหารอสูรนับร้อยไปอย่างสบายๆ จากนั้นเขาก็จะใช้บอลเพลิงอีกลูกในการสังหารอสูรขอบเขตที่5ที่ยังเหลือรอดไปอีกนับสิบ

เมื่อสัมผัสได้ถึงคนบางคนที่กำลังมุ่งหน้าตรงมาทางเขาจากทางด้านหลังเขาก็ส่ายหัวเล็กน้อย

“ฉันแค่มาเก็บกวาดพวกอสูรเองไม่ได้อยากจะสู้กับนายแต่นายกลับไล่ตามฉันมาคนเดียวแบบนี้ ทำไมถึงได้รนหาที่ตายนักนะ?”

หลินเซวียนหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอย่างเงียบๆและรอคอยการมาถึงของคนโชคร้ายผู้นี้

ไม่นานนักลั่วหลี่สวีก็มาถึง เขายังคงเห็นเปลวเพลิงที่เผาไหม้อย่างเงียบงันและซากศพไหม้เกรียมหากแต่กลับไม่พบเจอใครเหมือนเดิม

“เจ้าหมอนี่เร็วมาก ไม่สิทำไมหนนี้ไม่เห็นมีไฟโผล่ออกมาแล้วล่ะ?” ลั่วหลี่สวีมองไปรอบๆและพบว่านอกจากจุดนี้แล้วจุดที่เหลือก็ไม่มีเปลวเพลิงปรากฏขึ้นมาอีก

“เพราะฉันอยู่ข้างหลังนายไง”

น้ำเสียงแหลมสูงจู่ๆก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา

พริบตาต่อมาลั่วหลี่สวีก็สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร้อนจัดที่ลวกลงบนแผ่นหลังของเขา

ตูม!

ระเบิดเพลิงอันน่าพรั่นพรึงปะทุขึ้นทำให้แผ่นหลังของเขาทั้งผืนจนไหม้เกรียม

ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างของลั่วหลี่สวีในชั่วพริบตา วินาทีต่อมาเขาก็แทบจะสลบไปเพราะความเจ็บปวด

ตูม!

ก่อนที่เขาจะได้หยิบโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตออกมาจากอุปกรณ์เก็บของและดื่มมันระเบิดเพลิงอีกคำรบก็ปรากฏขึ้นและฟาดลงบนหลังศีรษะของเขาอย่างรุนแรง

พลังชีวิตของลั่วหลี่สวีลดลงไปจนหมดหลอดในชั่วพริบตา

ก่อนจะตายเขาเงยหน้ามองเงาร่างที่ถูกปกคลุมอยู่ใต้ผ้าคลุมพร้อมด้วยฝ่ามือที่มีเปลวเพลิงเผาไหม้อย่างรุนแรงผู้นั้นคราหนึ่ง

ความรู้สึกที่เขาได้สัมผัสหนนี้น่าสะพรึงและทรงพลังกว่าตอนที่ปะทะกับโล่วิญญาณเมื่อครั้งนั้นเสียอีก

“ฉันอยากจะเห็นหน้า...มันเหลือเกิน มันเป็นใครกันแน่?!”

ลั่วหลี่สวีฝืนตัวเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็พบกับ...หน้ากากปลาดาวแพทริก

“ไม่คิดไม่ฝันเลยใช่ไหมล่ะ? ฉันคือปลาดาวแพทริกไงล่ะ”

ลั่วหลี่สวี “...”

แค่ก

หลังจากลั่วหลี่สวีเสียชีวิตลงไอเทมในอุปกรณ์เก็บของของเขาก็ล่วงหล่นเต็มพื้น

หลินเซวียนยัดพวกมันทั้งหมดเอาไว้ในมิติส่วนตัวของเขาโดยไม่เหลือทิ้งเอาไว้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ถ้านายมีปลอกคอนักกู้ซากฉันก็อาจจะลังเลอยู่บ้าง โชคร้ายนะที่นายไม่มี” หลินเซวียนยิ้มบาง

ปลอกคอที่นักกู้ซากสวมนั้นจะบันทึกการตายของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่นที่ลู่หลัวทราบสาเหตุการตายของซุนจื่อเกา

แน่นอนว่าเรื่องนี้ใช่ว่าจะไม่มีทางรับมือ ตราบใดที่ทำลายปลอกคอนักกู้ซากก่อนสังหารก็ย่อมไม่หลงเหลือบันทึก

หลังจากกลายเป็นนักสู้ขอบเขตที่6 หลินเซวียนก็สามารถมองเห็นข้อมูลของปลอกคอที่สวมอยู่บนคอของเขาได้ซักที นี่คืออุปกรณ์ต้องสอปขอบเขตที่7 วิธีจัดการกับมันมีอยู่2วิธี หนึ่งคือเลื่อนขั้นไปเป็นขอบเขตที่สามและให้ผู้จัดการถอดมันออกให้ อย่างที่สองคือใช้กำลังระเบิดมันทิ้งซะ

ด้วยความสามารถของหลินเซวียนในปัจจุบันเขาย่อมสามารถทำลายมันทิ้งได้

ยังไงก็ตามตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่เขาจะลงมือ

ครึ่งชั่วโมงให้หลังเมื่อโม่หยวนและนักสู้คนอื่นๆกลับมาและออกค้นหาที่นี่ด้วยความยากลำบาก พวกเขากลับพบเพียงซากศพไหม้เกรียมศพหนึ่งเท่านั้น

นั่นคือซากศพที่ไหม้เกรียมของลั่วหลี่สวี