ตอนที่ 114

หลินเซวียนเอียงตัวเข้าไปดู ตรงนั้นมีขวดเครื่องสำอางวางอยู่กว่า30ขวดเลยทีเดียว

ซึ่งนั่นก็แยกย่อยเป็นหลายๆประเภททั้งให้ความชุ่นชื้น ล็อคความชุ่มชื้น รองพื้น กันแดดและปรับผิวขาว

หลินเซวียนมองไปที่หลี่เหว่ยกั๋วด้วยสายตาแปลกๆ

แน่นอนว่าใช่เขาคนเดียวแต่ทุกคนนั้นต่างก็มองไปที่เขาด้วยสายตาแบบเดียวกัน

ใบหน้าของหลี่เหว่ยกั๋วแดงก่ำขึ้นมา “สกิลปลอมแปลงขั้นสูงนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง เครื่องสำอางทุกวันนี้ก็หายากจะตาย ฉันถึงขั้นไปขอมาจากสหายเป็นพิเศษเชียวนะ”

หมาป่าเงินเอ่ยถามเสียงเข้ม “อาจารย์แน่ใจนะว่า ‘สหาย’ ที่ว่านี่ไม่ใช่ตัวคุณเอง?”

หลี่เหว่ยกั๋วเตะเขาไปหนึ่งที “ไสหัวไป!”

คนทั้งหกนั่งลงและเริ่มแปลงร่างให้แก่พวกเขา

คนแรกคือเย่อู่ชิว

สตรีผมสั้นผู้นี้สวมใส่เสื้อและกางเกงสีขาวปลอด ไม่ว่าจะใบหน้า เครื่องหน้าหรือลักษณะนิสัยของเธอนั้นล้วนประณีตยิ่งนัก ภายใต้สกิลปลอมแปลงขั้นสูงของหลี่เหว่ยกั๋วเครื่องหน้าของเจ้าหล่อนจึงอ่อนลงมากในช่วงเวลาสั้นๆ

แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยแต่ก็ดูราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคนไปเลย

ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วคงไม่มีทางบอกได้แน่ว่าคนผู้นี้คือเย่อู่ชิว

จากนั้นก็ตาไป๋ชิงเหอ

เขามีใบหน้าเหลี่ยมและมีตอหนวดบนแก้มอยู่มากมาย ไม่ว่าใครที่เห็นก็คงบอกได้ทันทีว่าเขาเป็นบุรุษแกร่งผู้หนึ่ง

หากแต่หลังจากหลี่เหว่ยกั๋วใช้สกิลปลอมแปลงขั้นสูงกับเขา ไป๋ชิงเหอก็ดูเหมือนจะเด็กลงไปหลายปีและกลายเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเท่านั้น

“แล้วจะทำยังไงกับเสียงดีล่ะเนี่ย? มันไม่เข้ากับหน้าตาเลย” ไป๋ชิงเหอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย น้ำเสียงของเขายังเหมือนกับคนอายุสามสิบอยู่เลย

หลี่เหว่ยกั๋วโบกมือ “ไม่ต้องกังวล คนที่เสียงกับหน้าไม่เข้ากันทุกวันนี้มีอยู่เยอะ”

จากนั้นหมาป่าเงินก็นั่งลง

หลี่เหว่ยกั๋วทำการเปลี่ยนหน้าตาของเขาอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็นดูน่าสังเวชในกระจก หมาป่าเงินก็แสดงสีหน้าขมขื่นออกมา

“อาจารย์ทำไมต้องทำให้ผมดูน่าสังเวชด้วยล่ะเนี่ย?”

หลี่เหว่ยกั๋วแค่นเสียง “นี่คือสิ่งที่แกได้รับสำหรับการชอบพูดเรื่องเปื่อยไงล่ะ ในช่วงนี้ก็ใช้หน้านี้ไปนั่นแหละ!”

“แบล็คตานายแล้ว” หลี่เหว่ยกั๋วกดร่างแบล็คลงบนเก้าอี้

แบล็คลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ท้ายที่สุดแล้วจะเปิดผ้าคลุมหัวออกเผยให้เห็นใบหน้าทั้งหมด

ทั้งคิ้ว ดวงตา จมูกและริมฝีปากของเขานั้นกระจ่างใสราวหิมะ

ถ้าไม่ใช่เพราะลูกกระเดือดตรงคอหลินเซวียนคงคิดว่าคนผู้นี้เป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน

เย่อู่ชิวกับไป๋ชิงเหอที่ไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของแบล็คมาก่อนต่างพากันตกตะลึง

“นายไม่ใช่ผู้หญิงแน่นะ?” เย่อู่ชิวถามออกมาอย่างอดไม่อยู่

แบล็คตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “นี่แหละเหตุผลที่ฉันมักจะปิดบังใบหน้าไว้ตลอด!”

ทุกคนหัวเราะอย่างเป็นกันเอง

ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นตาหลินเซวียนจนได้ หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องบอกว่าเป็นตาของโล่วิญญาณกับระเบิดเพลิง

เย่อู่ชิวและคนอื่นๆแทบจะปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ไม่อยู่และจ้องมองไปที่พวกเขาด้วยความสงสัย

พวกเขาอยากจะรู้เช่นกันว่าใบหน้าภายใต้ชุดเกราะและชุดคลุมของโล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงนั้นเป็นยังไง

หลินเซวียนเองก็ไม่ได้ตะหนก ตัวเขานั้นใช้สกิลปลอมแปลงขั้นสูงเพื่อสร้างใบหน้าหล่อเหลาสองรูปออกมารอเอาไว้ก่อนแล้ว

ใบหน้าของโล่วิญญาณนั้นได้เหลี่ยมได้มุม คิ้วโกงดุจคมดาบ โครงหน้าของเขาบ่งบอกอย่างชัดเจนเลยว่าเขานั้นเชี่ยวชาญด้านการป้องกันและการต่อสู้

ใบหน้าของระเบิดเพลิงนั้นหล่อเหลาและละเอียดลออ เห็นได้ชัดลเยว่าเหมาะแก่การเป็นจอมเวทย์ยิ่งนัก

หลี่เหว่ยกั๋วกับคนอื่นๆประหลาดใจยิ่งนักเมื่อเห็นใบหน้าของคนทั้งสอง

สองคนนี้หล่อขนาดนี้เลยหรอเนี่ย?

แม้ว่าจะต่างสไตล์กันอย่างสิ้นเชิงแต่โดยรวมก็หล่อเหลาทัดเทียมกันอยู่ดี!

หลินเซวียนลอบหัวเราะอยู่ภายในใจ

ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณประสบการณ์การเล่นเกมมามากมายในชีวิตที่แล้วของเขา!

ในเกมเหล่านั้นเขามักจะใช้เวลาไปเป็นวันๆในการสร้างตัวละคร ส่วนตัวเกมนั้นเขาเล่นจริงๆไปเพียงสิบนาทีเท่านั้น!

หลี่เหว่ยกั๋วเอ่ยชมและเริ่มทำการใช้สกิลปลอมแปลงขั้นสูงของเขาในทันที

เขาเปลี่ยนอะไรไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปรับเพียงคิ้ว มุมปากและอื่นๆก็เสร็จสิ้นแล้ว

หลี่เหว่ยกั๋วพยักหน้า “แม้ว่านายทั้งสองคนจะไม่เคยเผยใบหน้าที่แท้จริงแต่ก็ควรจะเปลี่ยนเหมือนกัน อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

เช่นนี้แล้วใบหน้าของคนทั้งหกจึงถือได้ว่าถูกปรับเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์ กระทั่งชื่อเองก็ยังถูกซ่อนเอาไว้และเลือกใช้เป็นโค้ดเนมส์แทน

ยังไงซะก็มีสมาชิกของกองพลก่อสร้างไม่น้อยที่มีโค้ดเนมส์

นอกจากนี้คนทั้งหกยังไม่ใช้อุปกรณ์สวมใส่และสกิลที่ใช้ตามปกติอีกด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ถูกเปิดเผยตัว

“ไปยังบรรพตเสี้ยววิญญาณกันเถอะ!”

หลี่เหว่ยกั๋วโบกมือและเดินนำคนทั้งหกผ่านประตูแสงเข้าไป

โลกทั้งใบหมุนติ้วและเริ่มเปลี่ยนแปลง

สภาพแวดล้อมโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันและจากนั้นก็กลายมาเป็นโลกโบราณที่ดูอึมขรึมมืดทึบ

ท้องฟ้าถูกปกคลุมเอาไว้ภายใต้เมฆดำที่ไม่เคยสลายหายไป

กลิ่นอายในชั้นบรรยากาศเองก็ทั้งโบราณและกว้างใหญ่

เมื่อผ่านไปซักพักหนึ่งแสงพุทธสายหนึ่งจะสาดส่องลงมาจากฟากฟ้าและมีกระทั่งเสียงสวดมนต์ภาษาสันสกฤติดงตามมาด้วยซ้ำ

จากนั้นหลินเซวียนและคนอื่นๆก็มาปรากฏกายกันที่อาคารร้างแห่งหนึ่ง

เมื่อมองดูจากลักษณะสิ่งปลูกสร้างแล้วดูเหมือนจะเป็นวัดแห่งหนึ่ง

หลี่เหว่ยกั๋วกระซิบ “ในบรรดาพวกนายทั้งหกคนมีเพียงเย่กับแบล็คน้อยเท่านั้นที่เคยมาที่นี่มาก่อน พวกเธอทั้งสองคนรับหน้าที่แนะนำไปแล้วกัน”

เย่กับแบล็คน้อยคือโค้ดเนมส์ชั่วคราวของเย่อู่ชิวกับแบล็ค

หมาป่าเงินเบ้ปาก “ตาแก่คุณแค่ขี้เกียจล่ะสิ”

หลี่เหว่ยกั๋วยันเขาไปอีกที

เย่อู่ชิวเอ่ยเสียงเข้ม “หลายปีก่อนบรรพตเสี้ยววิญญาณนั้นเป็นเพียงแดนลับขอบเขตที่5 หากในจู่ๆมันกลับเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นแดนลับมหึมาในชั่วข้ามคืน ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เหมือนกับภูเขาอัสนีร่วงที่อสูรเลเวลสูงสุดตันอยู่เพียงเลเวล9ขอบเขตที่7เท่านั้นด้วย อสูรที่นี่นั้นค่อนข้างยุ่งเหยิง ระดับของพวกมันมีตั้งแต่เลเวล1ขอบเขตที่7ไปจนถึงเลเวล9ขอบเขตที่8 ยิ่งไปกว่านั้นยังมีราชันย์และราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ในทุกๆขอบเขตอีกด้วย”

“ยังไงก็ตามอสูรระดับสูงพวกนั้นส่วนใหญ่จะอยู่กันที่ส่วนลึกของบรรพตเสี้ยววิญญาณและยากนักที่จะปรากฏตัวออกมา ทุกคนสามารถสบายใจได้”

แบล็คพูดต่อ “พื้นที่ทั้งหมดของบรรพตเสี้ยววิญญาณนั้นมีขนาดใหญ่กว่า1000ตารางกิโลเมตรซึ่งใหญ่กว่าภูเขาอัสนีร่วงมากนักและมีขนาดเกือบๆเท่ากับหัวเซี่ยเลยทีเดียว หลังจากเลื่อนขั้นมาเป็นแดนลับมหึมาวัดร้างเหล่านี้ก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ สิ่งที่แปลกยิ่งกว่าก็คือทุกครั้งที่อาคารเหล่านี้ถูกทำลายมันจะฟื้นฟูกลับมาเป็นแบบเดิมในวันถัดไป”

หลินเซวียนประหลาดใจยิ่งนัก

เย่อู่ชิวพูดต่อ “พลังป้องกันกายภาพของอสูรในบรรพตเสี้ยววิญญาณนั้นค่อนข้างสูง ฉันแนะนำให้ทุกคนเรียนรู้เวทย์มนตร์และสกิลธาตุเอาไว้บ้าง เตรียมเอาไว้ก่อนจะดีกว่า”

หมาป่าเงินถามด้วยความสงสัย “สูงแค่ไหนกัน?”

แบล็คตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “99%”

หมาป่าเงิน “...นั่นเรียกว่าค่อนข้างสูงหรอ?”

เย่อู่ชิวพูดต่อ “นอกจากนี้ยังมีกฎพิเศษข้อหนึ่งภายในที่แห่งนี้ ทุกคืนนั้นอสูรของบรรพตเสี้ยววิญญาณจะรวมตัวกันเพื่อเข้าโจมตีถิ่นที่อยู่ของเหล่านักสู้ พวกมันจะเลือกโจมตีถิ่นที่มีนักสู้รวมตัวกันอยู่มากที่สุด”

“ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการบุกโจมตีระดับกลางในทุกๆเจ็ดถึงแปดวันและการบุกโจมตีละลอกใหญ่ในทุกๆเดือนอีกด้วยซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากคลื่นอสูรเลย”

“เมื่ออสูรเข้าโจมตีโคโลนี่ นักสู้ทุกคนจะต้องฟังคำสั่งและขึ้นไปบนกำแพงโคโลนี่เพื่อต้านทานอสูร”

ได้ยินเช่นนี้ทุกคนก็พยักหน้ารับ

หลินเซวียนสัมผัสได้ว่าบรรพตเสี้ยววิญญาณแห่งนี้ดูเหมือนจะปลดปล่อยกลิ่นอายชั่วร้ายบางอย่างออกมา เขาสัมผัสได้ถึงความแปลประหลาดของมันแต่กลับบอกไม่ได้ว่ามีอะไรผิดปกติตรงไหน

“ไปเถอะ ฉันจะพาพวกนายไปยังโคโลนี่ที่ใกล้ที่สุดก่อน”

หลี่เหว่ยกั๋วเดินนำคนทั้งหกไป

ระหว่างทางนั้นไม่เกิดเรื่องไม่ขาดฝันใดๆขึ้น พวกเขาพบอสูรขอบเขตที่7ตัวหรือสองตัวเท่านั้นซึ่งก็ถูกพวกเขาสังหารไปอย่างง่ายดาย

หลินเซวียนพยายามลองอะไรบางอย่างดูเป็นพิเศษ

พลังป้องกันกายภาพของอสูรพวกนี้มันสูงจนเข้าขั้นบ้าบอดังที่ว่า พวกเขาสามารถสังหารพวกมันได้ด้วยเวทย์มนตร์หรือสกิลธาตุเท่านั้น

ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงโคโลนี่

โคโลนี่แห่งนี้ไร้ชื่อหากแต่ถูกเรียกเป็นตัวเลข

นี่คือโคโลนี่หมายเลข3 ลึกเข้าไปในบรรพตเสี้ยววิญญาณก็ยังคงมีโคโลนี่หมายเลข2และ1อยู่อีก

ยิ่งไปลึกเท่าไหร่อันตรายที่พบก็ยิ่งมากเท่านั้น

นักสู้ส่วนใหญ่ที่เฝ้าป้องกันโคโลนี่หมายเลข1นั้นคือนักสู้ขอบเขตที่8

ในเวลานี้มีนักสู้จำนวนหลายสิบกำลังต่อคิวกันอยู่หน้าโคโลนี่หมายเลข3และรอคิวลงทะเบียน

“พวกเราทุกคนเป็นของจากกองพลก่อสร้างไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมต้องลงทะเบียนด้วย?” หมาป่าเงินถามด้วยความสงสัย

เย่อู่ชิวส่ายหัว “สมาชิกของพวกเราหลายคนถูกย้ายไปยังโคโลนี่บาดาลเพื่อต้านทานอสูร การคุ้มกันชายแดนของบรรพตเสี้ยววิญญาณเลยไม่แข็งแกร่งพอดังนั้นกองกำลังส่วนใหญ่ทางฝั่งบรรพตเสี้ยววิญญาณเลยเป็นกองกำลังพลเรือน”

หมาป่าเงินยกมือขึ้นมาเกาหัว “ไม่ใช่ว่าแบบนั้นจะมีสปายลอบเข้ามาเพียบเลยหรอ?”

แบล็คยิ้ม “ก่อนจะปล่อยให้กองกำลังพลเรือนเข้าไป หัวหน้าได้ตั้งกฎเอาไว้แล้ว จำนวนของสมาชิกกองพลก่อสร้างจะต้องไม่น้อยกว่า60%ของจำนวนนักสู้โดยรวมภายในบรรพตเสี้ยววิญญาณ”

“ยังมีอีกอย่างนะ” แบล็คยิ้มและพูดต่อ “ต่อให้พวกสปายมาจริงพวกมันก็ยังต้องทำงานให้พวกเราใช่ไหมล่ะ? ไม่ว่าจะทางไหนพวกมันก็ต้องช่วยนั่นแหละ”

ได้ยินแบบนี้หลินเซวียนก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่

ไม่นานนักก็ถึงตาพวกเขา

“เหล่าอู๋ไม่เจอกันนานเชียว นายมาลงทะเบียนคนเข้าโคโลนี่เองอีกแล้วสินะ”

หลี่เหว่ยกั๋วโบกมือให้กับชายชราที่รับหน้าที่ลงทะเบียนอยู่หน้าทางเข้า

ชายชราประหลาดใจและรีบวางปากกาลงในทันที “เหล่าหลี่! ทำไมถึงมาที่นี่ได้?”

หลี่เหว่ยกั๋วถอนหายใจ “ฉันเสียขาน่ะสิ มาที่นี่เพื่อฟื้นฟูซักเดือนสองเดือน เป็นคำสั่งจากศูนย์หลักน่ะ”

ชายชราตบไหล่เขาและถามขึ้น “แล้วหลายคนข้างหลังนายล่ะ?”

“มาด้วยกัน พวกเขาคือนักสู้ขอบเขตที่7ที่พึ่งจะเลื่อนขั้นขึ้นมาและได้รับการเรียกตัวมาที่บรรพตเสี้ยววิญญารเพื่อเก็บเลเวล” หลี่เหว่ยกั๋วเอ่ยยิ้มๆ

จากนั้นหลี่เหว่ยกั๋วก็หันมาหาพวกเขา “คนนี้คือผู้รับผิดชอบโคโลนี่หมายเลข3 เรียกเขาว่าเหล่าอู๋ก็ได้ เขาชอบออกมาทำหน้าที่ลงทะเบียนด้วยตัวเองแบบนี้แหละ”

“ฉันล่ะขำแทบนาย แล้วพวกลูกน้องนายล่ะ? พวกนั้นไม่ทำงานกันแล้วรึไง?” คำนี้เขากล่าวกับชายชรา

ชายชราหัวเราะเสียงดัง “ต่อให้แก่แล้วฉันก็ไม่อยากจะอยู่เฉยๆหรอกนะ มาเถอะมาลงเทียนทีละคน”

จากนั้นหลินเซวียนและคนอื่นๆก็พากันลงทะเบียนด้วยโค้ดเนมส์ของพวกเขา

ชายชราหยิบกำไลหกอันออกมาจากลิ้นชักและส่งให้กับพวกเขา

“นี่คือกำไลแต้มบุญของพวกนาย เมื่อพวกนายฆ่าอสูรได้แค้มบุญจะแสดงขึ้นมาบนกำไลโดยอัตโนมัติ นายสามารถตรวจสอบระดับแต้มบุญและใช้แลกกับไอเทมที่มีบนกำไลได้”

ชายชราอธิบายเล็กน้อย

การสร้างอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ในอดีตนั้น ผู้จัดการหมายเลข1ขององค์กรเจอร์มินอลก็ยังสามารถสร้างปลอกคอนักกู้ซากแดนรกร้างได้ด้วยตัวเอง

หลังจากใส่กำไลแล้วหลินเซวียนก็ทำการตรวจสอบแต้มบุญในทันที

0

จากนั้นเขาก็ลองมาดูตารางแต้มบุญบ้าง

สิบอันดับแรกของตารางแต้มบุญนั้นล้วนเป็นขอบเขตที่8ทั้งสิ้นและมีเพียงสองคนเท่านั้นที่เป็นขอบเขตที่7

“เซี่ยงเทียนซิว?” หลินเซวียนประหลาดใจเล็กน้อย

เขาพลันพบว่าชื่อของอันดับที่เก้านั้นค่อนข้างคุ้นตา – เซี่ยงเทียนซิว!

“ฮ่าๆๆ นายเป็นแฟนคลับของเซี่ยงเทียนซิวเหมือนกันงั้นหรอ? เจ้าหนูนั่นทรงพลังมากทีเดียว แต้มบุญของเขานั้นเพิ่งจะสะสมได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น นักสู้ขอบเขตที่8ที่อยู่อันดับสิบผู้นั้นกลับไม่สามารถก้าวข้ามเขาได้แม้จะใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดแล้วก็ตาม ตอนนี้เขาคงเหนื่อยจะแข่งแล้วล่ะมั้ง”

เหล่าอู่ปาดคราบเหล้าออกจากปากและหัวเราะออกมา

“หนุ่มน้อยพยายามให้หนักเข้าไว้ ไม่ต้องพูดถึงท็อปสิบของอันดับแต้มบุญหรอก ยังไงซะล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงก็นานมาแล้ว อย่างไรก็ตามคนที่เหล่าหลี่อย่างนายพามาเองไม่ว่ายังไงก็คงขึ้นไปถึงท็อป100ได้ใช่ไหมล่ะ?”

หลี่เหว่ยกั๋วยิ้มและโบกมือ “อย่าสร้างแรงกดดันให้พวกเขานักเลยน่า”

กล่าวจบเขาก็หันมาหาเย่อู่ชิวกับคนอื่นๆ “พยายามให้หนัก ฉันจะไปฟื้นฟูตัวเองก่อน”

กล่าวจบหลี่เหว่ยกั๋วก็จากไป

หลินเซวียนและคนอื่นๆแยกย้ายกันไปยังที่อยู่ที่ถูกจัดสรรเอาไว้ให้

แม้ว่าที่พักนั้นจะค่อนข้างเล็กแต่ก็สะอาดมาก แม้ว่าจะไม่เคยมีใครอยู่อาศัยที่นี่มาก่อนแต่มันก็มักจะได้รับการดูแลอยู่เสมอ

“บรรพตเสี้ยววิญญาณน่าจะมีสปายอยู่เยอะ ในเมื่อยังกลางวันอยู่ก็แยกย้ายกันไปเดินรอบๆโคโลนี่หมายเลข3เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่ากันเถอะ” คนทั้งหกคุยกันและตัดสินใจแยกย้ายกันออกไปตรวจสอบ

หลินเซวียนพยักหน้าและเริ่มเตร็ดเตร่ไปรอบๆสถานที่รวมตัว

โคโลนี่นั้นไม่ได้ใหญ่มากนักแต่ก็มีครบทั้งโรงอาหาร โรงอาบน้ำ ห้องน้ำสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลังอย่างเห็นได้ชัด

ท้องฟ้าเหนือจุดรวมตัวนั้นมีม่านพลังงานแสงสีฟ้าอ่อนปกคลุมเอาไว้ เห็นได้ชัดเลยว่าพื้นที่หลักนั้นถูกติดตั้งรูนแห่งการปกปักษ์เอาไว้ด้วย

“เร่เข้ามาๆ กล่องลึกลับจ้า! 1000แก่นแท้ต่อหนึ่งกล่อง! 10กล่องเอาไปเลย9000แก่นแท้!”

ในตอนที่เขาเดินผ่านตลาด หลินเซวียนก็พลันได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากด้านใน

หลายคนเข้าไปมุงกันที่แผงลอยร้านนั้น บ้างก็มีความสุขและบ้างก็ผิกหวังดูแล้วมีชีวิตชีวายิ่งนัก

หลินเซวียนเดินเข้าไปดูด้วยสีหน้าสงสัย

กล่องลึกลับ? แถมยังเลือกซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งถึงสิบกล่องด้วย?

เชี่ย..เจ้าของแผงลอยคนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าขายของเป็น