ตอนที่ 96

หยางเหว่ยและอีกสองคนชะงักไป

โล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงทรงพลังมากก็จริงอยู่แต่จำเป็นต้องจัดแจงคนขนาดนี้เพื่อไปฆ่าอีกฝ่ายเลยงั้นหรือ?

หัวหน้าองค์กรเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกนายยังไม่เห็นอีกรึไงว่าศักยภาพของพวกมันแข็งแกร่งขนาดไหน?”

“โล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงจะต้องเลื่อนขั้นอย่างสมบูรณ์แบบมาทุกครั้งอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันแต่ละคนจะป้องกันกำแพงแต่ละฝั่งไว้ได้ด้วยตัวคนเดียว”

“ฉันคาดเดาว่าพวกมันน่าจะมีอุปกรณ์สวมใส่และสกิลเกรดสีทองอยู่เยอะทีเดียว”

หัวหน้าองค์กรกล่าวต่อ “ถ้าปล่อยให้คนแบบนี้อยู่ในกองพลก่อสร้างต่อไปพวกมันก็จะกลายเป็นนักสู้ที่ทรงพลังเทียบได้เลยกับแฝดอสูรในเวลาไม่ถึงปี แล้วถ้าพวกมันเติบโตจนกลายเป็นนักสู้ขอบเขตที่9โดยสวัสดิภาพนั่นก็คือการถือกำเนิดของกัวเชี่ยนฉือและหว่านโหยวซีคนใหม่”

เมื่อเขากล่าวชื่อทั้งสองออกมาสีหน้าของหัวหน้าองค์กรก็พลันสั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่

“ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันทั้งสองคนยังเป็นสหายที่ดีต่อกัน พวกมันสนิทสนมกันและถึงขั้นกิน นอนใช้ชีวิตร่วมกัน การประสานงานเองก็เข้ากันได้ดีเยี่ยมไม่ได้ด้อยไปกว่าแฝดอสูรเลยซักนิด”

“นักสู้แบบนี้คิดว่าควรจะถูกฆ่าไหมล่ะ?”

หยางเหว่ยและอีกสองคนรีบพยักหน้า

หลังจากได้ยินคำกล่าวของหัวหน้าองค์กรพวกเขาถึงได้ทราบว่าอีกฝ่ายนั้นอันตรายขนาดไหน

ถ้าโล่วิญญาณและระเบิดเพลิงยังคงเติบโตต่อไปเช่นนี้พวกมันจะต้องกลายเป็นสุดยอดผู้เชี่ยวชาญเข้าซักวันอย่างแน่นอน

“เมล็ดพันธุ์ก็ยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ดีจำต้องฝูมฝักอย่างระมัดระวังเพื่อให้เติบโค ถ้ากำจัดเมล็ดพันธุ์ทั้งสองหน่อทิ้งซะตอนนี้ในอนาคตก็จะประหยัดแรงไปได้อีกมาก”

หัวหน้าองค์กรเอ่ยด้วยสีหน้าสงบและจริงจัง

“เข้าใจแล้วครับ!” หยางเหว่ยและอีกสองคนพยักหน้ารับรัวๆ

“แต่ว่าแค่พวกเราไม่กี่คน..จะทำได้หรอครับ?” โม่หยวนพึมพำออกมา

หัวหน้าองค์กรอธิบายอย่างใจเย็น “ด้วยการเลื่อนขั้นของแดนลับ ทางกองพลก่อสร้างจะต้องส่งนักสู้ขอบเขตที่7มาตรวจสอบแน่นอน เมื่อไหร่ที่พวกนั้นเข้าไปด้านในยังไงก็ย่อมไม่มีทางออกมาในเวลาอันสั้น กองกำลังป้องกันของเมืองหลงไห่และเมืองใกล้เคียงเองก็จะด้อยลง”

“โล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงยังเป็นแค่นักสู้ขอบเขตที่6เท่านั้น พวกมันจะต้องอยู่ในกลุ่มของคนป้องกันเมืองอย่างแน่นอน ยังต้องให้ฉันอธิบายต่ออีกไหม?”

หยางเหว่ยและอีกสองคนยกนิ้วโป้งขึ้นมาพร้อมๆกัน “สมแล้วที่เป็นหัวหน้า!”

...

ภายในเมืองหลงไห่ในเวลาเดียวกัน

หลินเซวียนพลันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงระดับพลิกฟ้าคว่ำดินที่เกิดขึ้นในภูเขาอัสนีร่วงผ่านทางมุมมองของร่างอวตาร!

ภูเขาอัสนีร่วงที่เดิมทีสูงเพียง900เมตรและมีอาณาเขตด้านล่างภูเขาค่อนข้างเล็กนั้น

มาตอนนี้ตีนเขาของภูเขาอัสนีร่วงได้ขยายขนาดออกไปทุกทิศทางและบังเกิดผืนดินถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า

ยิ่งไปกว่านั้นจากภูเขาอัสนีร่วงที่อยู่ศูนย์กลางพลันปรากฏหุบเขามากมายหลายขนาดโผล่ออกมา พืชพรรณจำนวนนับไม่ถ้วนเติบโตอย่างบ้าคลั่งและปกคลุมทั่วทิวเขาเหล่านี้ในชั่วพริบตา

หลินเซวียนบื้อใบ้ไปทันที

นี่มันเกินกว่าคำว่าวิทยาศาสตร์ไปแล้ว

จากนั้นภาพที่น่าตะลึงยิ่งกว่าก็พลันปรากฏ

เมื่อมองผ่านมุมมองของหนึ่งในร่างอวตารของเขาเขาพลันพบว่าอสูรของภูเขาอัสนีร่วงเริ่มวิวัฒนาการด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง!

กลิ่นอายของอสูรทุกตัวเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ในชั่วพริบตาพวกมันก็ตัดผ่านจากขอบเขตที่6กลายเป็นอสูรขอบเขตที่7

“ภูเขาอัสนีร่วงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงทีเดียว แผนที่ก่อนหน้านี้ใช้อ้างอิงอะไรไม่ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอสูรใหม่ๆก็พากันปรากฏตัวออกมา ระดับของพวกมันเองก็เพิ่มจะขอบเขตที่6เป็นขอบเขตที่7 ความแข็งแกร่งเองก็เพิ่มขึ้น...นี่มันอันตรายน่าดูเลยนะเนี่ย” หลินเซวียนทำสีหน้าท่าทางราวกับตาแก่ผู้หนึ่ง

“เดี๋ยวนะ...ในเมื่ออสูรทั้งหมดวิวัฒนาการแล้วแล้วพวกร่างอวตารของฉันล่ะ?” เขาพลันคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างจึงทำการตรวจสอบสถานการณ์ของร่างอวตารทั้ง7ในทันที

ผลลัพธ์นั้นทำให้เขายินดียิ่งนัก

ร่างอวตารทั้งหมดของเขาเองก็ยกระดับขึ้นเป็นอสูรขอบเขตที่7เช่นกัน!

“ดีล่ะถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเข้าไปในภูเขาอัสนีร่วงแล้ว เริ่มการฝึกฝนได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย” หลินเซวียนพยักหน้ารับซ้ำๆและนั่งรอนอนรอรับผลประโยชน์อย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง

ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการกองพลก่อสร้างสาขาเมืองหลงไห่

ฉู่เผิงเฉิงได้รับสายติดต่อมาจากหัวหน้าของเขา สีหน้าของเขาตอนนี้นั้นค่อนข้างเคร่งเครียดพอตัว

เขาได้ข้อมูลจากหัวหน้าของเขามาหลายอย่าง

แดนลับเลื่อนขั้นนั้นอันตรายมาก! หากแต่มันก็เต็มไปด้วยโอกาสเช่นกัน

ด้วยความสูงและความสว่างของเสาแสงอัสนีนั้นชัดเจนแล้วว่าแดนลับได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นแดนลับขอบเขตที่7แล้ว

เช่นนี้นั่นก็หมายความว่าทางกองพลก่อสร้างได้แดนลับขนาดมหึมามาอยู่ใต้ปีกอีกหนึ่งแห่ง! นับว่าเป็นกำไรครั้งใหญ่ก็ว่าได้

ศูนย์หลักได้สั่งการให้นักสู้ขอบเขตที่7ของเมืองเครนขาวและเมืองหยางรีบมุ่งหน้ามายังเมืองหลงไห่ทันทีเนื่องจากทั้งสองเมืองนี้อยู่ใกล้กับเมืองหลงไห่ที่สุด

กว่าคนของเมืองอื่นจะมาถึงคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งวัน

ภารกิจของพวกเขาคือการเข้าไปยังแดนลับภูเขาอัสนีร่วงเพื่อทำการสำรวจความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับแดนลับที่เพิ่งจะเลื่อนขั้น

โดยเฉพาะเรื่องแผนที่ ต้องทำการตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ หาตำแหน่งดีๆเพื่อสร้างสถานีไร้ภัยและตรวจสอบไอเทมดรอป

นี่คือโปรเจ็คใหญ่ทีเดียวและน่าจะกินเวลาของพวกนักสู้ขอบเขตที่7ไม่น้อยเลทำให้หลายต่อหลายเมืองขาดกำลังป้องกันเมือง

ถ้านักสู้ขอบเขตที่7ตายในภูเขาอัสนีร่วงขึ้นมานั่นย่อมเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของกองพลก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามพวกเขาจะทิ้งมันเอาไว้เฉยๆก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้าอสูรเพิ่มจำนวนมากเกินไปพวกมันจะต้องปะทุออกมาจากแดนลับและเข้าทำร้ายคนธรรมดาอย่างแน่นอน

ฉู่เผิงเฉิงรีบออกคำสั่งไปยังทุกคน

นอกจากนี้เขายังขอให้นักสู้ขอบเขตที่7รีบมารวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวเข้าไปยังภูเขาอัสนีร่วงอีกด้วย

หลินเซวียนเกาหัวยิก เขาไม่รู้เลยว่าเขาควรจะเผยระดับของตัวเองออกไปดัไหม

ดูเหมือนถ้าจู่ๆจะพูดออกไปว่าตัวเขาเป็นนักสู้ขอบเขตที่7แล้วมันยังจะน่าตกตะลึงไปหน่อย

ในสายตาของคนอื่นตัวเขาเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ป้องกันเมืองเครนขาวมาได้เพียงสองเดือนเท่านั้น ในตอนนั้นเขายังเป็นนักสู้เลเวล1ขอบเขตที่6อยู่เลย

ถ้าบอกพวกเขาไปว่าเขาตัดผ่านขอบเขตที่7ได้แล้วพวกนั้นคงไม่เชื่อแน่

หากแต่หลังจากเลื่อนขั้นขึ้นมาตัวเขาก็มีช่องว่างสำหรับร่างอวตารเพิ่มอีกช่อง ดูเหมือนจะทิ้งเอาไว้เฉยๆก็คงเสียเปล่า

“ช่างมันเถอะ ยังไม่ต้องรีบเปิดเผยจะดีกว่านั่นคงเป็นการทำตัวโอ้อวดเกินไปหน่อย”

“ยิ่งไปกว่านั้นถ้าภูเขาอัสนีร่วงเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตที่7จริงๆ ร่างอวตารของเราก็สามารถฟาร์มได้อยู่ภายในนั้นคงไม่จำเป็นต้องเพิ่มร่างอวคารที่ทำอะไรเหมือนๆกันอีกร่างหรอก”

หลินเซวียนคิดอยู่ซักพักและตัดสินใจว่าจะยังไม่เสี่ยง

แดนลับนั้นอันตรายเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังเป็นแดนลับที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตที่7อีกด้วย!

“ยังไงก็ตามถ้าฉู่เผิงเฉิงและคนอื่นๆเจอกับอันตรายในภูเขาอัสนีร่วงเข้าเราค่อยใช้ร่างอวตารช่วยคนพวกนั้นก็แล้วกัน”

หลินเซวียนปรายตามองคนทั้งสามที่เตรียมตัวพร้อมแล้วและขบคิดขึ้นมา

สิบชั่วโมงให้หลัง เย่อู่ชิวและแบล็คก็มาถึงผ่านทางทิศตะวันตกโดยใช้รถออฟโร้ด

ชายวัยกลางคนอีกสองคนเองก็ปรากฏตัวจากทางเหนือด้วยรถออฟโร้ดเช่นกัน พวกเขาคือผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของเมืองหยาง

เย่อู่ชิวกับแบล็คกล่าวทักทายฉู่เผิงเฉิงและคนอื่นๆก่อนจะเดินตรงไปหาหลินเซวียน

สีหน้าของทั้งสองคนนั้นดูมือมนยิ่งนัก

เย่อู่ชิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “โล่วิญญาณ ระเบิดเพลิงฉันมีอะไรจะบอกกับพวกนายอย่าได้ขวัญเสียเชียว พวกเราไม่อยากจะพูดเรื่องนี้นักเพราะเกรงว่าพวกนายจะรู้สึกไม่ดี”

แบล็คกระทั่งยืนไวน์ของรักของหวงให้กับพวกเขาเลยทีเดียว “ดื่มแฮลกอฮอลล์เพิ่มความกล้าซักหน่อยเถอะ”

หลินเซวียนสับสนยิ่งนัก “มีเรื่องอะไรกันหรอครับ?”

“สหายของพวกนายหลินเซวียนคนนั้นน่ะ...จู่ๆเขาก็หายตัวไป! พวกเราคาดว่าเขาอาจจะถูกพวกอสูรที่เตร่อยู่ด้านนอกโจมตีเข้า...” เย่อู่ชิวดูเหมือนจะกล่าวโทษตัวเองยิ่งนัก

หลินเซวียนเข้าใจในทันที

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขาออกมาจากเมืองเครนขาวเขาได้ทิ้งร่างแยกเอาไว้เพื่อรับบทบาทของหลินเซวียน

ก่อนหน้านี้เมื่อตอนกำจัดคนทรยศเขาจำเป็นต้องใช้ร่างแยกอีกร่างหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงทำการยกเลิกร่างแยกที่ทิ้งเอาไว้ที่เมืองเครนขาว

อย่างไรก็ตามในสายตาของเย่อู่ชิวและแบล็คนั้นกลับกลายเป็นว่า ‘หลินเซวียน’ จู่ๆก็หายตัวไป

พวกเขาคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่ ‘หลินเซวียน’ จะตายไปแล้ว ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ยังกลัวด้วยว่าเรื่องนี้อาจจะทำให้โล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงเกิดแผลใจขึ้นมา

เมื่อคิดว่าพวกเขากำลังสู้อย่างกล้าหาญอยู่ในแดนลับภายในเมืองหลงไห่ในเวลานั้น เย่อู่ชิวกับแบล็คจึงร่วมมือกันตัดสินใจว่าจะยังไม่ติดต่อโล่วิญญาณผ่านทางเครื่องมือสื่อสารและเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ

“พวกเราคาดการณ์ว่าหลินเซวียนน่าจะเจอเข้ากับอสูรเมื่อตอนออกไปนอกเมืองและเสียชีวิตไปแล้ว...” เย่อู่ชิวถอนหายใจเบาๆน้ำเสียงของเธอนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง “โล่วิญญาณ ระเบิดเพลิงฉันไม่คิดจริงๆว่าเขาจะมาตายแบบนี้ ฉันเสียใจจริงๆ”

การถูกสังหารหลังจากบังเอิญพบกับอสูรเข้านั้นถือเป็นการตายที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว

ใกล้กับเมืองเครนขาวนั้นมีย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่อยู่ด้วยและมีอสูรจำนวนมากที่ซุ่มซ่อนอยู่ในตึกรามบ้านช่องที่ถูกทิ้งร้างเหล่านี้ พวกมันมักจะเข้าโจมตีเมืองในตอนกลางคืนเป็นประจำ

แม้ว่ากองพลก่อสร้างสาขาเมืองเครนขาวจะจัดเวรยามในตอนกลางคืนแต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เกิดช่องโหว่

หลินเซวียนแสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมา โชคดีที่เขาใส่หมวกเอาไว้ดังนั้นเย่อู่ชิวเลยมองไม่ออก

การที่มีคนมาแจ้งข่าวการตายของเขามันก็รู้สึกแปลกจริงๆนั่นแหละ

หลินเซวียนโบกมือ “ไม่เป็นไรหรอก พวกเราเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่”

ระเบิดเพลิงเองก็โบกมือเช่นกัน “สหายของเราไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”

จากนั้นคนทั้งสองก็หมุนตัวและเดินจากไปดูราวกับได้รับบาดแผลทางใจอย่างรุนแรง

แบล็คจิบไวน์ไปอึกหนึ่ง “ถ้าไม่บอกพวกเขาคงจะดีกว่า ดูสิพวกเขาเริ่มพูดจาไร้สาระแล้ว”

เย่อู่ชิวถอนหายใจ “ยังไงซะพวกเขาก็เป็นเพื่อนกัน การแจ้งให้พวกเขารู้เกี่ยวกับการตายของสหายยังไงก็ดีกว่า”