ตอนที่ 77 ย่อยประสบการณ์

 ตอนที่ 77 ย่อยประสบการณ์

เพราะคราวที่แล้วนั้นถูกสำนักตะวันพิสุทธิ์โจมตี พวกเขาจึงตัดสินใจไปยังถิ่นศัตรุเพื่อกดดัน

กู่หยางทันทีเข้าใจความคิดของจ้าวสำนักและผู้อาวุโสใหญ่

ในใจก็รู้สึกถึงความตื้นตัน

ดูเหมือนว่า ฉู่หลิวอวิ๋นและหลี่เทียนหมิง … จะเป็นห่วงเขามากกว่าที่เขาคิด

เขาควรไปเยือนที่นั่นด้วยหรือไม่?

เพราะไม่สามารถปล่อยให้จ้าวสำนักและผู้อาวุโสใหญ่ลำบากคนเดียวได้

แต่เมื่อเขาเริ่มมีความคิดนี้

ก็มีสองเงาปรากฏขึ้นจากท้องฟ้าไม่ไกล

"หืม?"

"คาราวะท่านจ้าวสำนักและผู้อาวุโสใหญ่!"

ศิษย์เฝ้าประตูตกใจเล็กน้อย รีบทักทายทันที

กู่หยางหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นฉู่หลิวอวิ๋นและหลี่เทียนหมิงที่กลับมาแล้ว

"หืม? กู่หยาง!?" เมื่อพวกเขากลับมาถึงสำนัก ก็เห็นกู่หยางที่ประตูทันที

ดวงตาพวกเขาสว่างขึ้น หน้าตายินดีปรีดาส่งตรงลงมาจากท้องฟ้า

"เจ้ากลับมาแล้วหรือ? ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"

"สำนักตะวันพิสุทธิ์ส่งคนมาฆ่าเจ้าหรือไม่?" ผู้อาวุโสใหญ่รีบถามด้วยความเป็นห่วง

เมื่อพวกเขารู้ว่ากู่หยางได้ออกจากสำนัก พวกเขาก็เร่งไปเยือนสำนักตะวันพิสุทธิ์ทันที

โชคดีที่กู่หยางกลับมาแล้ว และไม่ได้รับอันตรายใด ๆ

"จ้าวสำนัก ผู้อาวุโสใหญ่ โปดรวางใจ ข้าไม่เป็นไร"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองจึงรู้สึกโล่งอกบ้าง

แต่กู่หยางกลับรู้สึกสงสัย

ทำไมจ้าวสำนักและผู้อาวุโสใหญ่กลับมาเร็วเช่นนี้

จากการสนทนาสั้น ๆ

กู่หยางจึงเข้าใจสถานการณ์

ที่แท้พวกเขาเข้าไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

สำนักตะวันพิสุทธิ์มีค่ายกลพิทักษ์ขุนเขาขนาดใหญ่ ไม่ใช่สิ่งที่ขอบเขตหลอมรวมสามารถทำลายได้ง่าย ๆ

ดังนั้น พวกเขาเพียงขู่เข็ญเล็กน้อย และต่อสู้กับจ้าวสำนักตะวันพิสุทธิ์สักครู่ ให้พวกเขาระวังตัว จากนั้นก็กลับมา

"กู่หยาง เจ้าพบกับคนของสำนักตะวันพิสุทธิ์หรือไม่?"

ผู้อาวุโสใหญ่ถามด้วยความสงสัย

ตามที่เขาเข้าใจ เสวี่ยอู๋เจียงคงจะไม่พลาดโอกาสนี้ที่จะกำจัดกู่หยาง

หรือว่าเสวี่ยอู๋เจียงเปลี่ยนใจแล้ว?

ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

กู่หยางก็ไม่ได้ปิดบังตอบว่า “มี” อย่างตรงไปตรงมา และบอกเรื่องที่ถูกเสวี่ยอู๋เจียงและคนอื่น ๆ โจมตี

ทันทีที่จ้าวสำนักและผู้อาวุโสใหญ่ได้ยิน สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที

"ข้าว่าแล้ว เสวี่ยอู๋เจียงคงจะไม่ปล่อยให้กู่หยางรอดพ้น!"

"สำนักตะวันพิสุทธิ์... หาเรื่องตายอย่างแท้จริง!" ผู้อาวุโสใหญ่โกรธจัด พร้อมจะหักรำกลับไปหาเรื่องสำนักตะวันพิสุทธิ์อีกครั้ง

แต่จ้าวสำนักดูเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง จึงรอให้กู่หยางเล่าต่อ

"ผู้อาวุโสใหญ่ อย่าเพิ่งรีบร้อน เสวี่ยอู๋เจียงถูกข้าสังหารแล้ว"

"อะไรนะ!? "

เมื่อได้ยินจากกู่หยาง

ผู้อาวุโสใหญ่ก็เบิกตากว้าง

ใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึง

"กู่หยาง นี่ไม่ใช่เรื่องตลก เจ้าล้อเล่นรึ" เขายังคิดว่ากู่หยางกำลังล้อเล่นกับเขา

เสวี่ยอู๋เจียงนั้นเป็นใคร?

นั่นคือผู้อาวุโสขอบเขตหลอมรวมระดับ 7 และยังครอบครองเจตจำนงดาบสูงถึง 3 ส่วน

มีวิธีการมากมาย นับไม่ถ้วน

แม้แต่เขาเองก็ไม่กล้าพูดว่าสามารถชนะเสวี่ยอู๋เจียงได้อย่างแน่นอน

ตอนนี้กู่หยางกลับบอกว่าได้ฆ่าเสวี่ยอู๋เจียงไปแล้ว

มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ต่อจากคำพูดของกู่หยาง เขาไม่ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม แต่ยกมือขึ้น

ดาบวิญญาณหินอุกกาบาตก็ปรากฏในมือของเขา

เมื่อเห็นดาบวิญญาณที่คุ้นเคยนี้

ผู้อาวุโสใหญ่ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง

เพราะนี่คืออาวุธประจำตัวของเสวี่ยอู๋เจียง

อีกฝ่ายมักจะพกพาติดตัวเสมอ

กู่หยางได้รับดาบวิญญาณประจำตัวของเสวี่ยอู๋เจียง...

นั่นหมายความว่า...

"เจ้าฆ่าเสวี่ยอู๋เจียงแล้วจริง ๆ รึ!?"

ผู้อาวุโสใหญ่เบิกตากว้าง หน้าตามีแต่ความตกตะลึง

กู่หยางพยักหน้า

ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

ถึงอย่างไร การต่อสู้ครั้งนั้นย่อมมีคนทราบ

คาดว่าไม่นานก็จะแพร่กระจายออกไป

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง

เมื่อได้รับการยืนยันจากกู่หยาง

ผู้อาวุโสใหญ่ก็ทำอะไรไม่ถูก

"แต่... เจ้าเพียงแค่บรรลุขอบเขตผสานแท้ระดับ 6 จะทำได้อย่างไร..."

"พอแล้ว ผู้อาวุโสหลี่ นี่เป็นความลับของกู่หยาง ท่านไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ"

ในขณะที่ผู้อาวุโสใหญ่ยังคงต้องการถามต่อ จ้าวสำนัก ฉู่หลิวอวิ๋น ก็ยิ้มและขัดจังหวะ

"จ้าวสำนักพูดถูก"

เมื่อจ้าวสำนักเปิดปาก ผู้อาวุโสใหญ่ก็ไม่มีความคิดที่จะถามต่อ

"กู่หยาง แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าทำได้อย่างไร"

"แต่ถ้าเจ้าไม่ได้หันหลังให้กับเต๋าที่ถูกต้อง หรือร่วมมือกับสำนักมาร... ก็จงทำไปอย่างกล้าหาญ"

"ไม่ว่าเมื่อไหร่ สำนักเมฆาคล้อยเป็นที่พึ่งของเจ้าเสมอ"

"ข้ารู้ว่าด้วยพรสวรรค์ของเจ้า สำนักเมฆาคล้อยย่อมไม่สามารถรั้งเจ้าไว้ได้"

"มังกรย่อมเข้าสู่ท้องทะเลสักวัน หวังว่าในอนาคตจะได้เห็นเจ้าโด่งดังทั่วแคว้นฉู่หรือแม้กระทั่งทั่วดินแดนมรกต!"

จ้าวสำนักฉู่หลิวอวิ๋นเหมือนจะมองการณ์ไกลกว่าผู้อาวุโสใหญ่ไม่น้อย

เขารู้ว่ากู่หยางซ่อนไพ่ตายเอาไว้

นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่

ในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้

หากเปิดเผยความสามารถของตนทั้งหมด

นั่นคือการรนหาที่ตาย!

แม้ว่าจะมีพรสวรรค์มากเพียงใด ก็ไม่ควรเปิดเผยความสามารถทั้งหมดของตน

ไม่อย่างนั้น หากถูกศึกษาเพื่อตอบโต้หรือถูกวางแผนล่วงหน้า...

ก็อาจตายโดยไม่รู้ว่าตนตายไปอย่างไร

การมีไพ่ตายก็เป็นเรื่องปกติ

เขาเองก็มีเช่นกัน

อยู่ที่ว่ามีมากหรือน้อย

ตราบใดที่ไพ่ตายเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับวิถีมารหรือสำนักมาร

ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

พร้อมกันนั้นเขาก็เข้าใจ

ด้วยความสามารถที่กู่หยางแสดงออกมา...

สำนักเมฆาคล้อยก็เป็นเพียงสระน้ำเล็ก ๆ

กู่หยางไม่อาจอยู่ได้นาน

ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างยอมรับ

ตราบใดที่กู่หยางยังจดจำได้ว่าเขาคือจ้าวสำนัก มีสำนักเมฆาคล้อยที่เคยพำนักก็พอแล้ว!

เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวสำนัก ฉู่หลิวอวิ๋น

กู่หยางก็รู้สึกถึงความตื้นตันไม่น้อย

เขาได้แต่ป้องมือด้วยความทราบซึ้ง

"ขอบคุณท่านจ้าวสำนัก ข้าสัญญาว่า ไม่ว่าข้า กู่หยาง จะเติบโตไปสู่จุดใด ข้าจะไม่มีวันลืมสำนักเมฆาคล้อย และจ้าวสำนักกับผู้อาวุโสใหญ่!"

"เอาล่ะ!"

"หากเจ้าต้องการอะไร ก็บอกข้า สิ่งที่ข้าสามารถช่วยได้ ข้าจะพยายามช่วยเจ้า"

ฉู่หลิวอวิ๋นตบบ่ากู่หยางพูดด้วยความเป็นกันเอง

หลังจากคุยกันสั้น ๆ จ้าวสำนักและผู้อาวุโสใหญ่ก็มีธุระต้องทำ จึงแยกย้ายกันไป

กู่หยางก็ไม่ได้หยุด

เขาหันหลังกลับไปยังบ้านเดี่ยวของตน

การเดินทางครั้งนี้สามารถพูดได้ว่าได้ผลตอบแทนมากมาย

ซึ่งเขาก็ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายเช่นกัน

หลังกลับมาถึงบ้านเดี่ยว

กู่หยางก็เริ่มเอาวิชายุทธและวรยุทธทั้งหมดที่ได้มาในครั้งนี้ออกมาวางไว้บนโต๊ะ

ต่อจากนั้น

กู่หยางก็เริ่มอ่านตำราเช่นเดียวกับครั้งที่อยู่ในศาลายุทธ

จดจำข้อมูลได้แล้วก็เริ่มปรับแต่ง

ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา

ด้วยพื้นฐานจากครั้งก่อน

ครั้งนี้กู่หยางสามารถอ่านได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

นอกจากนี้ ตำราที่เก็บรวบรวมได้ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีมากมายนัก

ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามชั่วโมง

ตำราทุกเล่มถูกกู่หยางดูดซับและปรับแต่งเสร็จสิ้น

กู่หยางรู้สึกว่าความรู้ด้านวิชายุทธ์ของเขาได้เพิ่มขึ้นมหาศาล!

แม้ว่ายังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงคุณภาพ

แต่ก็ถือว่าค่อนข้างดี!

อย่างไรก็ตาม หากต้องการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ ก็ต้องมีปริมาณมากพอเสียก่อน

หลังจากดูดซับตำราเสร็จ กู่หยางก็เก็บพวกมันเข้าไปในแหวนเก็บของ

ตำราเหล่านี้สำหรับเขาแล้วไม่มีประโยชน์มากนัก

แต่... ยังสามารถนำไปประมูลเพื่อแลกเงินได้!

นี่คือเงินจำนวนมาก!

ซึ่งไม่ควรเสียเปล่า!