ตอนที่ 154

ผ่านไปอีกหนึ่งปีอย่างรวดเร็ว

ในหนึ่งปีมานี้ เรื่องต่างๆของตระกูลยังคงดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ

การเตรียมการของหลู่หมิงจ้าวสำหรับการทะลวงขอบเขตรู้แจ้งกำลังดำเนินไปอย่างมั่นคง

หลังจากหลู่เว่ยเหวินออกมาจากอาณาจักรลับ เธอได้ทำให้ระดับพลังยุทธ์ของเธอมั่นคงแล้ว

อย่างไรก็ตาม เธอได้ลิ้มรสความสุขของพลังนี้ไปแล้ว

ดังนั้นเธอจึงเข้าไปอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าด้วยความเร็วนี้ เธออาจจะสามารถทะลวงไปสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสองได้ภายในหนึ่งหรือสองปี

เหล่าผู้ฝึกฝนคนอื่นๆในตระกูลก็ทำงานอย่างหนักเช่นกัน

สองคนก่อนหน้าที่เพิ่งมาถึงขอบเขตสร้างรากฐานพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาความแข็งแกร่งให้มั่นคงเพื่อให้พวกเขาก้าวหน้าโดยเร็วที่สุด

ในฐานะที่เป็นกำลังสำรองของตระกูล ผู้ฝึกฝนที่อายุน้อยกว่าจำนวนมากก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

ส่วนอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีข่าวที่แน่ชัด หลู่เหวินอันควรจะมาถึงขอบเขตขอบเขตลมปราณระดับเก้าแล้วใช่ไหม?

สมาชิกคนสำคัญของตระกูล หลู่หมิงปู้นักพฤกษศาสตร์วิญญาณได้มาถึงขอบเขตลมปราณระดับเก้าแล้ว

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา ตระกูลหลู่ยังได้รับสมาชิกขอบเขตลมปราณคนใหม่อีกสองคน

ตระกูลหลู่ได้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีมาโดยตลอด

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามหน้าดินแดนตระกูลหลู่

ซึ่งตระกูลจ้าวถูกทำลายล้าง ตระกูลหลู่ก็ไม่พบเหตุการณ์สำคัญใดๆ เลย

อย่างไรก็ตาม จากสงครามมณฑลเสวี่ยไปจนถึงการทำลายล้างตระกูลจ้าว

ตระกูลหลู่ได้รับประโยชน์มากมาย

แน่นอนคนที่สำคัญที่สุดคือหลู่ชิงปรมาจารย์ของตระกูลพร้อมกับระบบพัฒนาตระกูล

ระบบได้ให้ความช่วยเหลืออย่างมากกับตระกูลหลู่

ประโยชน์และผลประโยชน์มากมายเหล่านี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานของตระกูลหลู่และศักยภาพในการพัฒนาในอนาคต

หากเขาต้องการที่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริง

ตระกูลหลู่ต้องใช้เวลาในการเพิ่มความแข็งแกร่ง

การพัฒนาที่สำคัญที่สุดคือความแข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของตระกูล

หลู่จ้าวซืออยู่ในขอบเขตรู้แจ้งจริงๆ แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น

เวลานี้เขาอยู่เพียงขอบเขตรู้แจ้งระดับที่สอง

แม้ว่าเขาจะมีวรยุทธอัสนีเทพและทักษะสายฟ้าหยางเจิดจรัสซึ่งเป็นเทคนิคการเพาะปลูกระดับมหัศจรรย์ทั้งสองอย่าง

พร้อมด้วยอาวุธอาคมระดับสูงที่ถือครอง

ระดับการฝึกฝนของเขายังคงจำกัดความแข็งแกร่งของเขาอย่างมาก

หากเขาพบคู่ต่อสู้ในขอบเขตรู้แจ้งระดับกลางที่มีอาวุธอาคมระดับต่ำกว่า

หลู่จ้าวซือยังสามารถพยายามต่อสู้กับอีกฝ่ายได้

ถ้าเขาทำไม่ได้ มันก็ไม่มีปัญหาสำหรับเขาที่จะหนี

หากหลู่จ้าวซือเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีพลังยุทธ์ขอบเขตรู้แจ้งขั้นปลายซึ่งอยู่บนระดับหกหรือเจ็ด มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะหลบหนี

ไม่มีปัญหากับพรสวรรค์ของหลู่จ้าวซือ

เมื่อเขาบรรลุถึงขอบเขตรู้แจ้งแล้ว ความเร็วของการพัฒนาของเขาจะไม่เร็วเท่ากับตอนที่เขาอยู่ในขอบเขตลมปราณหรือขอบเขตสร้างรากฐาน

ตัวอย่างเช่น หลู่หมิงจ้าวจะสามารถบรรลุขอบเขตรู้แจ้งได้อย่างแน่นอน แต่เธอต้องการเวลา

พร้อมกับเว่ยเหวินได้แสดงพรสวรรค์ที่ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ไม่มีใครมั่นใจว่านางจะเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำในอนาคตได้หรือไม่?

แต่เธออาจมีโอกาสไปถึงขอบเขตรู้แจ้งได้ก่อนอายุหกสิบปี

หลู่เว่นเหวินก็ยังต้องการเวลาเพื่อปักหลัก

ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเกินเวลา

เป็นเพราะเหตุนี้เช่นกันที่ทำให้ตระกูลหลู่มีความสงบสุขตลอดหลายปีที่ผ่านมา และไม่มีอะไรเลวร้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้

อำนาจของตระกูลหลู่หนืออันหลิงเติบโตขึ้นตามกาลเวลา

ธุรกิจทั้งหมดของพวกเขาเจริญรุ่งเรือง และผลกำไรประจำปีของพวกเขาอาจสูงถึงสองพันหินวิญญาณ

เมื่อเวลาผ่านไป ความมั่งคั่งและศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญในตระกูลหลู่จะกลายเป็นความแข็งแกร่ง

จากนั้นตระกูลหลู่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ดังนั้น สำหรับหลู่ชิง เขาหวังว่าความสงบที่ตระกูลประสบในช่วงเวลานี้จะคงอยู่ยาวนานขึ้น

หลังจากผ่านไปไม่กี่ทศวรรษ ตระกูลหลู่อาจมีผู้เชี่ยวชาญขอบเขตรู้แจ้งสามถึงสี่คน

หลู่จ้าวซือและหลี่หยานหลิงคงจะแต่งงานกันไปแล้วในตอนนั้น

และหลี่หยานหลิงอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญขอบเขตแก่นทองคำในเวลานั้น

แม้ว่าหลู่ชิงจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เขายังสามารถกลับมามีชีวิตและเคลื่อนไหวไปมาได้

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญโลกภายนอก

กองกำลังแห่งหนึ่งมีผู้ฝึกฝนขอบเขตแก่นทองคำสองคน

ผู้เชี่ยวชาญขอบเขตรู้แจ้งสามหรือสี่คน และผู้ฝึกฝนขอบเขตสร้างรากฐานอีกจำนวนหนึ่ง

จุ๊ จุ๊ จุ๊…

ตระกูลหลู่เป็นหนึ่งในตระกูลระดับสูงในมณฑลเฟยหยุนอย่างแน่นอน!

อย่างไรก็ตาม จดหมายจากทิศใต้ได้ขัดขวางการพัฒนาที่มั่นคงของตระกูลหลู่

จดหมายมาจากหลี่หยานหลิง

ในจดหมายหลี่หยานหลิงหวังว่าหลู่จ้าวซือจะเดินทางมาที่นิกายชิงเฟิง

หลู่จ้าวซือไม่ค่อยเข้าใจเมื่อได้อ่านจดหมายนี้

ตามเหตุผลแล้ว คู่หมั้นของเขาคนนี้ไม่ควรเตรียมความพร้อมในการทะลวงระดับ?

ก่อนหน้านี้ ว่ากันว่าต้องใช้เวลาเกือบห้าปีในการปรับแต่งแก่นทองคำให้กลายเป็นพลังวิญญาณภายนอก

เพื่อที่เธอจะได้เตรียมตัวสำหรับการก้าวไปสู่ขอบเขตแก่นทองคำ

ในกรณีนี้ เธอไม่ควรมีเวลามากนัก ทำไมจู่ ๆ เธอจึงขอให้หลู่จ้าวซือไปที่นิกายชิงเฟิง?

เหตุผลถูกเขียนไว้ที่ท้ายจดหมายด้วย

ปรากฎว่าหลี่หยานหลิงใช้ชีวิตอย่างอึดอัดมาก

ไม่มีทางที่เธอจะสามารถปรับแต่งแกนทองคำจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้อย่างเหมาะสม

มันไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่เธอมักถูกขัดจังหวะด้วยวิธีต่างๆ

เมื่อเธอพยายามปิดด่านฝึกตน

เห็นได้ชัดว่ามีคนพยายามขัดแข้งขัดขานาง

ผู้เชี่ยวชาญในฝ่ายของประมุขนิกายและตระกูลจ้าวไไม่เต็มใจที่จะยอมรับสิ่งนี้

ตระกูลจ้าวต้องการเอาแก่นทองคำของจ้าวจือถานกลับคืนมา

เวลานี้จ้าวเจิ้งตงก็อยู่ในขอบเขตรู้แจ้งระดับเก้า

ดังนั้นเขาจึงมีความหวังที่จะไปถึงขอบเขตแก่นทองคำ

หากเขาสามารถได้รับแก่นทองคำของบรรพบุรุษจ้าวได้

เขายังสามารถปรับแต่งมันเป็นพลังวิญญาณภายนอกและพยายามไปให้ถึงขอบเขตแกนทองคำ

มันเหมือนว่าเขากลายเป็นตัวแทนของประมุขนิกาย

แต่ความเป็นจริง จ้าวเจิ้งตงไม่มีโอกาสชนะ

ตอนนี้แกนทองคำอยู่ในมือของหลี่หยานหลิง

เธอเป็นตัวแทนของตระกูลไห่และได้รับการสนับสนุนจากบรรพบุรุษไห่

หลังจากที่จ้าวจือถานเสียชีวิตจ้าวเจิ้งตงจะไม่สามารถแย่งชิงมันมาได้

เขาปรากฏตัวออกมาขัดจังหวะอย่างต่อเนื่อง แต่โดยเนื้อแท้แล้ว

เขากำลังทำงานให้กับประมุขนิกายและเพื่อคว้าโอกาสที่สมบูรณ์แบบให้หยุนซวน

สหายเต๋าหยุนซวนเป็นคนที่ต้องการได้รับแกนทองคำจริงๆ

และผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังหยุนซวนก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากประมุขนิกายชิงเฟิงปรมาจารย์กงตง

เมื่อหลู่จ้าวซือและหลี่หยานหลิงหมั้นกันแล้ว

จ้าวเจิ้งตงได้นำคำสั่งของปรมาจารย์กงตงไปที่ตระกูลหลู๋ แต่เขาถูกปฏิเสธ

แต่แน่นอนว่าพวกเขาจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ เรื่องต่างๆ ยังไม่จบลง การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

เนื่องจากพวกเขาเป็นศิษย์ในนิกายเช่นกัน พวกเขาจึงไม่ไปไกลถึงขั้นต่อสู้ภายในนิกาย

การไม่มีแสงใบมีดและเงาโลหิตไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันจะไม่รุนแรง

เมื่อเป็นโอกาสก้าวสู่เส้นทางที่สูงกว่า ใครจะไม่ต้องการแย่งชิงโอกาสนี้?

การต่อสู้ที่ไม่เห็นเลือดมักจะสร้างความรู้สึกว่ามีอำนาจ แต่ไม่มีที่ไหนให้ใช้

เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเคลื่อนไหว ถ้ามันเพิ่มขึ้นถึงระดับนี้ กลุ่มของหลี่หยานหลิงก็จะเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น

ไห่ซานเต๋อไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปรมาจารย์กงตงและหลี่หยานหลิงก็ไม่สามารถจัดการกับ หยุนซวนและจ้าวเจิ้งตงได้ในเวลาเดียวกัน

การควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้คือสิ่งที่หลี่หยานและผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ต้องการ

โชคดีที่พวกเขาทั้งหมดมาจากนิกายเดียวกัน มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

……

หลังจากอ่านจดหมายแล้ว หลู่จ้าวซือก็มาหาหลูชิงทันที

เฮ้อ...

หลู่ชิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

ยิ่งมีผู้เชี่ยวชาญมากเท่าไหร่ ความสามัคคีในกลุ่มก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เขาเริ่มอธิบายบุตรชายเกี่ยวกับนิกายชิงเฟิงโดยละเอียด

หลู่ชิงจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าลูกชายของเขา

ในตระกูลที่สมาชิกจะมีข้อพิพาทระหว่างกัน

หลู่จ้าวจุนเคยร้องขอโอสถสร้างรากฐานให้กับหลู่ถิงชูลูกของเขาในแดีตนั้น

ในท้ายที่สุด มันก็ไม่สำคัญเกินไป พวกเขาเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด และโดยปกติแล้ว ครอบครัวไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

มันเป็นเรื่องที่แตกต่างสำหรับมหาอำนาจอย่างนิกายชิงเฟิงและเป็นองค์กรในรูปแบบของนิกาย

แม้ว่ามรดกของปรมาจารย์จะมีความสำคัญมาก

แต่ก็ยังขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือดเล็กน้อย

มันอาจจะดีถ้าพวกเขาเป็นศิษย์สายตรงจากปรมาจารย์คนเดียวกัน

เพราะพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน

แล้วศิษย์สายในธรรมดาล่ะ? หรือศิษย์หลักที่ได้รับการยอมรับมาจากนิกายสายนอก?

มันห่างไกลความเป็นจริงไปหน่อย มีแม้แต่ศิษย์หลักบางคนที่ได้รับการชี้แนะจากผู้อาวุโสนิกาย

แต่พวกเขาอาจไม่ได้เจอกันเป็นเวลายี่สิบถึงสามสิบปี

ในนามพวกเขาเป็นอาจารย์และศิษย์ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติตามคำสั่ง

ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตระกูลและฝ่ายผู้เชี่ยวชาญอิสระและตระกูลธรรมดานั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลมีอิทธิพลอย่างมากในนิกาย

นี่เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ในตระกูลผู้เพาะปลูก มีผู้ฝึกฝนมาหลายชั่วอายุคน ความน่าจะเป็นที่ลูกหลานของพวกเขาจะให้กำเนิดผู้เชี่ยวชาญนั้นสูงขึ้น

และความน่าจะเป็นที่พวกเขาให้กำเนิดผู้มีความสามารถก็สูงขึ้นเล็กน้อย

ที่สำคัญกว่านั้น ทรัพยากรที่ถือครองโดยตระกูลนั้นหาที่เปรียบไม่ได้กับคนจำนวนมากที่ก้าวเข้าสู่การฝึกฝนในแต่ละคน

ภายใต้สถานการณ์ของการบ่มเพาะที่ดี

พวกเขามีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น

เป็นผลให้ผู้ฝึกยุทธระดับกลางและระดับสูงจำนวนมากในนิกายมาจากตระกูลระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีมนุษย์ธรรมดาหรือผู้ฝึกฝนอิสระที่สามารถประสบความสำเร็จได้หรือ?

มันเป็นไปไม่ได้ มีมนุษย์จำนวนมากที่เป็นผู้ฝึกยุทธอิสระ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ย่อมมีคนที่มีความสามารถโดดเด่นหรือคนที่มีโอกาสพิเศษอยู่เสมอ

ในอดีต หลู่ชิงก็ไต่ระดับขึ้นมาจากผู้ฝึกตนอิสระจนมาถึงสถานะในวันนี้?

คนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดที่ประกอบกันเป็นนิกายชิงเฟิง

ส่วนใหญ่เป็นศิษย์สายนอกในนิกาย มีเพียงไม่กี่คนที่มีพรสวรรค์และทำงานหนักในการฝึกฝน

พวกเขากลายเป็นศิษย์นิกายสายใน

ในขณะที่ผู้โชคดีบางคนได้รับเลือกและยอมรับให้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสบางคน

แต่ยิ่งปีนขึ้นไปบนพีระมิดของนิกายชิงเฟิงได้สูงเท่าไร?

ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มที่ไม่มีสังกัดหรือฐานะต่ำต้อยก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

และจะยิ่งมีศิษย์จากตระกูลระดับสูงมากขึ้นเท่านั้น

มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญของตระกูลจะทำงานได้ดีขึ้นโดยอาศัยการสนับสนุนจากอำนาจของตระกูล

ในเวลาเดียวกัน พวกเขาจะเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นในนิกาย และทรัพยากรที่พวกเขาต้องใช้ก็จะมากขึ้น

ศิษย์ที่ไม่มีการสนับสนุนก็เป็นเหมือนจานทราย

เห็นได้ชัดว่ามีจำนวนคนมากขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้มีความแข็งแกร่งอะไร?

แม้แต่อัจฉริยะบางคนจากผู้ฝึกตนอิสระก็ยังพบว่าเป็นการยากที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้

ปรมาจารย์กงตงเองก็มาจากตระกูลธรรมดา

แต่เขาได้มาถึงจุดสูงสุดของนิกายชืงเฟิง แนวทางพัฒนานิกายของเขาไม่มีความลับ

เขาต้องการปฏิรูปนิกายชิงเฟิงและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อขจัดอิทธิพลของตระกูลระดับระดับสูงในนิกายชิงเฟิง

ปรมาจารย์กงตงต้องการให้ตระกูลระดับสูงเป็นเพียงผู้พิทักษ์ของนิกาย

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญที่มาจากตระกูลระดับสูงอาจลืมเกี่ยวกับการเป็นปรมาจารย์ของนิกาย

คนกลุ่มนั้นมีอิทธิพลต่อนิกายมากเกินไป

ปรมาจารย์กงตงเชื่อว่านิกายชิงเฟิงเป็นของผู้เชี่ยวชาญที่คิดถึงนิกายชิงเฟิงมาเป็นลำดับแรกเสมอ

ศิษย์ทุกคนควรให้ความสำคัญกับนิกายเป็นความสำคัญสูงสุดและมีภัคดีสูงสุด

สำหรับผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลระดับสูงที่มักคิดว่าตระกูลของตนเองสำคัญที่สุด

ปรมาจารย์กงตงจะพยายามกำจัดอำนาจของอีกฝ่าย

แต่ผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลระดับสูงทำอย่างนั้นได้อย่างไร?

หลู่เหวินอันจะไม่เป็นสมาชิกของตระกูลหลู่อีกต่อไปหลังจากเข้านิกาย?

ไห่ซานเต๋อจะเป็นได้แค่ผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายชิงเฟิง

เรื่องทั้งหมดของตระกูลไห่ในเขตตงไห่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา?

“มันเป็นไปไม่ได้!”

ในฐานะผู้ฝึกยุทธฐานะธรรมดา พ่อแม่ พี่น้อง และสหายของพวกเขาล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดา

เมื่อเวลาผ่านไป รากเหง้ามนุษย์ของพวกเขาจะถูกตัดขาดหลังจากสมาชิกเหล่านั้นสิ้นอายุขัยและพวกเขาจะสามารถมุ่งความสนใจไปที่นิกายทั้งหมด

แต่ผู้ฝึกยุทธจากตระกูลระดับสูงนั้นแตกต่างกัน

บิดามารดา ญาติพี่น้อง สหายของพวกเขาต่างเป็นผู้ฝึกยุทธเช่นเดียวกับพวกเขาการจะตัดขาดความสัมพันธ์เหล่านี้….

เมื่อกล่าวถึงเรื่องแก่นทองคำนี้ ประมุขนิกายกงตงไม่ได้ต่อต้านหลี่หยานหลิงที่ได้รับแล้วดูดซับพลังจากมันทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำ

จากมุมมองของกงตง แม้ว่าหลี่หยานหลิงจะเป็นศิษย์สายตรงของไห่ซานเต๋อ

แต่เธอก็มาจากตระกูลพ่อค้าธรรมดาและไม่ใช่สมาชิกจากตระกูลระดับสูง

แม้ว่าเธอจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากไห่ซานเต๋อ

แต่เธอก็ได้รับการพิจารณาว่ามีภูมิหลังที่เหมาะสมและไม่มีอคติระหว่างกลุ่ม

ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เธอเชื่อฟังไห่ซานเต๋อมาก

แต่อาจไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเธอกลายเป็นปรมาจารย์ขอบเขตแก่นทองคำในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เขารับไม่ได้ที่สุดคือหลี่หยานหลิงกำลังจะแต่งงานกับหลู่จ้าวซือและกลายเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลหลู่

“มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

ไม่เพียงแต่เธอจะฟังคำสั่งไห่ซานเต๋อซึ่งเป็นผู้อาวุโสของตระกูลไห่เท่านั้น

นางยังกลายเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลหลู่อีกด้วย

ในระบบการจัดการของนิกายชิงเฟิง ตระกูลหลู่เป็นกองกำลังที่ควบคุมได้ยากมาก!

เรื่องนี้ทำให้ประมุขกงตงขุ่นเคือง?

ในความคิดของปรมาจารย์กงตง หยุนซวนคือผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด

เขามาจากสมาชิกตระกูลธรรมดา วันเวลาผ่านไปนานแล้วอีกฝ่ายสูญเสียรากเหง้าตัวเองไปแล้ว

หยุนซวนเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับนิกายชิงเฟิงก่อนเสมอ

เขายังเป็นศิษย์ส่วนตัวของประมุขนิกาย

มันสมบูรณ์แบบ!

….

เมื่อวันเวลาผ่านไป

ในทางกลับกันหลี่หยานหลิงอยู่ภายใต้ความกดดันมากขึ้น

เห็นได้ชัดว่าไห่ซานเต๋อและตระกูลไห่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป

ไห่ซานเต๋อไม่สามารถแทรกแซงการต่อสู้ในขอบเขตรู้แจ้งได้อีกต่อไป

เขาทำได้มากสุดแค่รั้งตัวของประมุขนิกายไว้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ในฐานะผู้อาวุโสของหอวินัยนิกายชิงเฟิง

หยุนซวนมักจะใช้การตายของจ้าวจือถานเป็นข้ออ้างในการก่อปัญหา

บางครั้งเขาจะส่งคนไปยังพื้นที่บ่มเพาะของหลี่หยานหลิง

เพื่อสร้างความวุ่นวายและต้องการให้เธอมาตอบคำถาม

บางครั้งอีกฝ่ายก็พาจ้าวเจิ้งตงมาด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง

หยุนซวนกำลังสั่งให้นางคืนแก่นทองคำให้กับนิกายชิงเฟิงก่อนที่นิกายจะตัดสินใจในอนาคต

หลังจากทำเช่นนี้หลายครั้ง พวกเขาได้รบกวนการฝึกฝนของหลี่หยานหลิง

ถ้าหลี่หยานหลิงถูกขัดจังหวะ เธอต้องเสียความพยายามทั้งหมดในการรวบรวมสมาธิไปสองสามเดือน

เธอไม่สามารถรับแรงกดดันได้อีกต่อไป เธอเขียนจดหมายถึงหลู่จ้าวซือพร้อมขอความช่วยเหลือให้เขามาที่นิกายชิงเฟิง เพื่อคลาย

ความกดดันที่เธอกำลังเผชิญ

หลี่หยานหลิงต้องการใช้วิธีนี้เพื่อออกตัวอย่างชัดเจน

“พ่อตาของข้าคือปรมาจารย์หลู่ชิง สามีของข้าคือหลู่จ้าวซืออยู่ที่นี่”

“ถ้าพวกเจ้าต้องการอะไร พวกเจ้าสามารถมองหาเขาได้โดยตรง อย่ารบกวนข้า”

ในเวลาเดียวกัน หากหลู่จ้าวซือตัดสินใจเดินทางมา

ในฐานะผู้นำตระกูลและบุตรชายคนโตของหลู่ชิง

มันจะการส่งข้อความว่าตระกูลหลู่ได้เข้าสู่ศูนย์กลางของพายุนี้อย่างเป็นทางการแล้ว

……

หลังจากอธิบายทุกอย่างแล้ว หลู่จ้าวซือก็ถามบิดาว่า

“ท่านพ่อท่านคิดเห็นอยย่างไร?”

“อย่าถามข้า” หลู่ชิงตอบ

“นางเป็นภรรยาของเจ้า เจ้าต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”

"ข้าต้องการไป" หลู่จ้าวซือรีบกล่าว

“เราไม่สามารถหลบหลี่ยงจากพายุความวุ่นวายนี้ได้ ข้าต้องไปสนับสนุนหยานหลิง ลูกต้องให้ความมั่นใจกับเธอ”

“ข้าอยากจะบอกกับทุกคนด้วยว่าตอนนี้เธอเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลู่ หากพวกมันกล้ารังแกเธอ พวกมันจะต่อต้านตระกูลหลู่”

“งั้นไปกันเถอะ” หลู่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ

"นำยันต์อัคคีระดับสี่ติดตัวไปด้วย”

หลู่ชิงได้ทิ้งยันต์อัคคีระดับสี่ไว้ในตระกูลในอดีต

มันไม่ง่ายเลยที่ผู้ฝึกฝนในตระกูลหลู่จะเปิดใช้งานยันต์อัคคี

ในอดีต ตระกูลหลู่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญขอบเขตรู้แจ้ง

เมื่อผู้เชี่ยวชาญขอบเขตสร้างรากฐานใช้ยันต์อัคคีนี้

มันง่ายมากสำหรับพวกเขาที่จะระบายพลังปราณวิญญาณออกจากตันเถียนอย่างรวดเร็วและไม่สามารถเปิดใช้งานได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังยุทธ์ขอบเขตรู้แจ้งจะไม่มีปัญหาใหญ่ในการใช้

ด้วยยันต์อัคคีนี้ ความปลอดภัยส่วนตัวของหลู่จ้าวซือจะไม่เป็นปัญหามากเกินไป

หลังจากนั้น หลู่ชิงก็เอ่ยเตือนบุตรชายว่า

"เจ้าต้องเตรียมจิตใจให้พร้อม เจ้าจะได้เผชิญกับปัญหาอะไรมากมายในครั้งนี้ นอกจากนี้ ปัญหาหลายๆอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการต่อสู้ “

“ลูกต้องพึ่งพาสติปัญญาของเจ้าเองในการแก้ปัญหา ดูแลตัวเองด้วย”

“ขอบคุณที่เตือนท่านพ่อ ท่านคือขวัญกำลังใจของสมาชิกในตระกูล”

หลู่ชิงส่ายหัวเล็กน้อยและถอนหายใจ

เฮ้อ….

“กงตงเฉียงฉางเริ่มนิ่งนอนใจไม่ได้แล้ว ความขุ่นเคืองใจในอดีตยังคงทำให้อีกฝ่ายมีอคติต่อข้า”