ตอนที่ 38

หลู่เหวินรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อต้องกลับบ้านมาเจอพ่อ

เขาไม่เคยเห็นแมลงตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม เขาต้องรักษาภาพลักษณ์ในฐานะพี่ชายต่อหน้าน้องสาวตัวน้อย

แม้ว่าเขาต้องการแบ่งปันสิ่งที่เขาเห็นในวันนั้นเมื่อเขากลับบ้าน

เหวินอันได้เห็นคุณย่ากำลังยุ่งอยู่

เมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาเห็นว่าคุณย่าของเขา

กำลังจัดอาวุธอยู่ เธอเปลี่ยนชุดคลุมตัวยาวหลวมๆ มาเป็นชุดต่อสู้สั้นๆ ที่ง่ายต่อการเคลื่อนไหว

แม้ว่าหลู่หรานถิงจะอายุเจ็ดสิบสามปีแล้ว

แต่เธอก็ยังดูเหมือนหญิงสาวรุ่นน้าที่มีริ้วรอยข้างตาเล็กน้อย

สตรีสามคนจากรุ่นจ้าวของตระกูลหลู่ ต่างมีความงามที่โดดเด่น

หลู่หรานถิงเหมือนกับมารดาของเธอหลู่จ้าวถิง บางครั้งเมื่อหลู่ชิงลอยอยู่รอบๆ ภูเขาหยูหยานเขาก็จะคิดถึงลูกสาวคนโตที่ตายไป

แล้วเป็นบางครั้งเมื่อเขาเห็นหน้านาง

เมื่อห้าปีก่อน หลู่หรานถิงซึ่งเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตลมปราณระดับเก้า ประจำการอยู่ที่เมืองผิงเหยาพร้อมกับหลู่จ้าวจุน

.....

มันเป็นงานที่น่าเบื่อ แม้ว่าเส้นชีพจรวิญญาณที่เขตผิงเหยาจะเป็นระดับสอง

แต่ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นมันจึงด้อยค่ากว่าเส้นชีพจรวิญญาณที่ภูเขาหยู่หยาน

นอกจากนี้ ตระกูลหลู่ยังได้รับโอกาสเพียงหนึ่งในสามของถ้ำบ่มเพาะที่เชื่อมต่อเส้นชีพจรวิญญาณที่มนุษย์สร้างขึ้นในเมืองผิงเหยา

พลังปราณในการบ่มเพาะไม่เพียงพอสำหรับหลู่หรานถิง

นางต้องเปิดใช้งานพลังงานจิตวิญญาณภายในหินวิญญาณเพื่อบ่มเพาะและนั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่มาก

แม้ว่าหลู่หรานถิงจะไม่มีโอกาสก้าวไปสู่ขอบเขตสร้างรากฐานอีกต่อไป

แต่เธอก็ต้องรักษาการบ่มเพาะของเธอไว้ บนเส้นทางแห่งการฝึกตน

การหยุดนิ่งหมายถึงความเสื่อมโทรมสำหรับผู้ฝึกตน

ถ้าเธอไม่หมั่นฝึกฝนให้มาก เธออาจจะไม่สามารถรักษาระดับพลังยุทธ์ในปัจจุบันของเธอได้ นั่นอาจทำให้เธอพัฒนาน้อยลงมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุมาก

ซึ่งร่างกายและจิตวิญญาณเริ่มอ่อนแอลง

พวกเขาจะอ่อนแอเร็วขึ้นมากหากพวกเขาหยุดบ่มเพาะ

การลดลงของระดับพลังยุทธ์ของพวกเขาก็จะเร่งตัวขึ้นเช่นกัน

แน่นอนว่าตระกูลจะให้หินวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนหากพวกเขาได้ทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายดังกล่าว

มิฉะนั้นจะไม่มีใครเต็มใจรับภารกิจที่จะขัดขวางความก้าวหน้าในการบ่มเพาะ

หลู่หรานถิงกลับมาที่ภูเขาหยูหยานเมื่อสองปีที่แล้ว

นอกเหนือจากการมุ่งหน้าไปที่นิกายชิงเฟิงเพื่อนำหลานชายกลับมา

เธอใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนของเธอ

แค่เธอต้องยุ่งอีกครั้ง

หลู่หมิงเฉิงก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเห็นเหตุการณ์เขาเอ่ยถาม

"ท่านแม่ มีภารกิจจากตระกูลอีกหรือไม่"

"ใช่แล้ว" หลู่หรานถิงมองไปที่บุตรชายอย่างใจเย็น

เธอผิดหวังมากที่ลูกชายของเธอไม่มีรากจิตวิญญาณ

และไม่นานความรู้สึกผิดหวังของเธอลดลงอย่างมากหลังจากที่หลานชานของเธอเหวินอันได้รับการยืนยันว่ามีรากจิตวิญญาณคู่

เธอลูบศรีษะของเหวินอันตัวน้อยแล้วบอกกับลูกชายว่า “ตระกูลมอบภารกิจให้แม่ ให้ข้าเดินทางไปที่อันหลิง”

หลู่หมิงเฉิงไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก

เหวินอันรีบถามหลังจากที่เขาได้ยินท่านย่าจะออกเดินทาง

“ท่านย่าท่านจะไปนานแค่ไหน”

“ไม่กี่เดือนถ้ามันภารกิจจบเร็ว” หลู่หรานถิงยิ้มหลังจากที่เธอตอบคำถามของหลานชาย

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลอยู่ที่หางตาของเธอ

เธอมองไปบนทองฟ้า เธอมีภารกิจสำคัญในการเดินทางไปเขตอันหลิงในครั้งนี้

ลูกชายของเธอไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามเหวินอันยังเด็ก และจิตใจที่บริสุทธิ์ของเขาก็อ่อนไหวยิ่งกว่า

“ท่านย่า ครั้งนี้จะมีอันตรายอะไรไหม”

หลู่หรานถิงไม่ต้องการให้ครอบครัวของเธอกังวลเกี่ยวกับเธอ

อย่างไรก็ตาม เธอก็มีความคิด เหวินอันอายุสิบปีแล้วและเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตลมปราณ

เขาต้องก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนในอนาคต

เธอไม่ควรมองว่าเขาเป็นเด็กเมื่อมีปัญหาบางอย่าง

ดังนั้นเธอจึงนั่งลงและมองไปที่ดวงตาของหลู่เหวินอัน

"อาจจะ..."

“งั้น...ท่านไม่ไปได้ไหม”

หลู๋หรานถิงส่ายหัวและกล่าวว่า

"ตระกูลให้การคุ้มครองแก่พวกเราและช่วยเหลือเราในการบ่มเพาะ นอกจากนี้หลานยังสามารถเข้าสู่นิกายชิงเฟิงได้ เนื่องจากตระกูลรวบรวมทรัพยากรมากมายเพื่อซื่อโอสกาสนั้น”

“เราไม่สามารถลืมรากเหง้าของเราได้ เมื่อตระกูลต้องการเรา เราในฐานะผู้ฝึกตนต้องมุ่งมันรับภารกิจทำงานเพื่อตระกูล”

“เหวินอันแม้ว่าหลานจะอยู่ในนิกาย แต่หลานต้องจำไว้ว่าเจ้าเป็นสมาชิกของตระกูลหลู่ หลานต้องต่อสู้เพื่อตระกูลหลู่”

คำกล่าวเหล่านี้นับเป็นรูปแบบหนึ่งของมรดก

มารดาของเธอเคยกล่าวคำเหล่านี้กับเธอ

หลู่หรานถิงเคยเห็นมารดาของตัวเองเสียชีวิตในสนามรบ

คำกล่าวเหล่านั้นถูกนำไปใช้เมื่อตระกูลจ้าวโจมตีพวกเขา

วันนี้ เมื่อเธอกำลังจะออกไปทำงาน เธอกล่าวคำเหล่านี้กับหลานชายของเธอซ้ำ

นับตั้งแต่บรรพบุรุษได้รับบาดเจ็บสาหัสและขังตัวเองไว้โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาตายหรือยังมีชีวิตอยู่

ตระกูลหลู่ทั้งห้าชั่วอายุคนได้ฝืนต้านสภาพที่ยากลำบากและวิกฤตต่อเนื่องที่ถาโถมเข้ามาจะทำลายล้างตระกูลหลู่

หากปราศจากการเสียสละเหล่านี้ สมาชิกรุ่นต่อไปของตระกูลจะอยู่ได้อย่างไรในสภาพที่เป็นอยู่อย่างตอนนี้

ไม่ว่าตระกูลหลู่จะตกต่ำเพียงใด

ความได้เปรียบของพวกเขาก็ดีกว่าการเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่สัญจรไปมาในโลกภายนอก

นอกจากนี้ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เธอได้พบว่าสถานการณ์เลวร้ายต่างๆในตระกูลค่อยๆ ดีขึ้น

ไม่มีเด็กคนใดในสายเลือดตระกูลที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ

พวกเขาทั้งหมดค่อนข้างธรรมดา มีเพียงหลานชายของเธอที่แสดงความสามารถบางอย่าง

เธอพอใจ แต่เธอก็มีการคำนวณในอนาคตไว้เช่นกัน เธอหวังว่ามรดกจะไม่ถูกทำลายหากเธอพบกับอุบัติเหตุ

แม้ว่าเหวินอันน้อยจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญของนิกายชิงเฟิงแล้วและต้องประจำการอยู่ที่นั่นอย่างถาวรเช่นกัน

นางยิ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหวินอันน้อยจะไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง

“ข้าเข้าใจท่านย่า”

“งั้นข้างต้องรีบไปก่อน”

“ระวังตัวด้วยท่านแม่”

หลู่หรานถิงพยักหน้าช้าๆ ขณะที่เธอมองไปที่ลูกชายของเธอ

“แม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง”

…..

เมืองอันหลิงเป็นเมืองหลักของเขตอันหลิง

นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขต ผู้คนร่ำรวยและมั่งคั่งกว่าเมืองผิงเหยามาก

ในอดีต เมืองนี้เป็นจุดศูนย์กลางของนิกายชิงเฟิงเมื่อต้องปกครองทั้งเขต

หลังจากที่หลู่ชิงมีอำนาจขึ้นมา

ตระกูลหลู่ก็ได้รับประโยชน์หลายอย่างจากพื้นที่นี้

นั่นเป็นเพราะหลู่ชิงเป็นผู้เชี่ยวชาญขอบเขตแก่นทองคำ

นิกายชิงเฟิงต้องทำการประนีประนอมหลายครั้ง

แต่หลังจากที่หลู่ชิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้าสู่ความสันโดษ

ผลประโยชน์ของตระกูลหลู่ในเมืองอันหลิงก็ลดลงอย่างมากภายในสิบปี

เมืองอันหลิงตกอยู่ในการควบคุมของนิกายชิงเฟิงอีกครั้ง

นอกจากนี้ตระกูลจ้าวยังได้ดูดซับผลประโยชน์มากมายที่ครั้งหนึ่งสิ่งเหล่านี้เคยเป็นของตระกูลหลู่

ปัจจุบัน ตระกูลหลู่แทบไม่สามารถควบคุมเมืองอันหลิงได้

นอกจากนี้ตระกูลจ้าวเป็นกองกำลังที่มีอำนาจมากที่สุดเป็นอันดับสองในเมืองอันหลิงซึ่งเป็นรองเพียงแค่นิกายชิงเฟิง

ดังนั้น หลู่หรานถิงจึงระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเธอมุ่งหน้าไปยังเมืองอันหลิง

เธอไม่ต้องการให้ร่องรอยของเธอถูกค้นพบ

ภารกิจที่เธอต้องทำนั้นเกี่ยวข้องกับสูตรโอสถสร้างรากฐานที่ตระกูลหลู่เพิ่งได้รับมาใหม่

เธอยังตกใจมาก เมื่อได้ยินท่านผู้นำตระกูลกล่าวว่าตัวเองมีสูตรโอสถสร้างรากฐาน

ในขณะที่เธอกำลังปฏิเสธความเชื่อนี้

ผู้นำตระกูลก็แสดงสูตรโอสถนั่นให้ดู แม้เธอจะไม่รู้ว่ามันเป็นของจริงหรือไม่แต่เธอก็มีความรู้เรื่องส่วนผสมของสูตรโอสถอยู่บ้าง

จิตใจของเธอก็เต็มไปด้วยความยินดีและความตื่นเต้น

การมีสูตรโอสถหมายความว่าตระกูลจะสามารถหลอมโอสถสร้างรากฐานของตนเองได้

หากพวกเขามีปรมาจารย์ปรุงยาระดับสามและวัตถุดิบในอนาคต

นั่นมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์

แน่นอนว่าสูตรโอสถสร้างรากฐานนั้นไร้ประโยชน์สำหรับตระกูลหลู่เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้

นอกเหนือจากโอสถสร้างรากฐานแล้ว สมบัติต่างๆ และโอสถสร้างรากฐานที่ทรงพลังแทบไม่ปรากฏในตลาด

นั่นเป็นเพราะกองกำลังระดับสูงพยายามที่จะผูกขาดผลกำไร

แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่อนุญาตให้พวกเขาสร้างการผูกขาดทรัพยากรโดยป้องกันการแพร่กระจายของสูตรโอสถสร้างรากฐาน

แทนที่จะยึดมั่นในสูตรโอสถแล้วเก็บมันไว้

ตระกูลหลู่จึงต้องการแลกเปลี่ยนมันเพื่อประโยชน์ที่พวกเขาสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ

การขายสูตรโอสถนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ผู้เชี่ยวชาญอาจดูสูงส่งและทรงพลัง สำหรับคนทั่วไปแล้ว

ผู้ฝึกฝนก็เหมือนนักปราชญ์ที่รายล้อมไปด้วยออร่าศักดิ์สิทธิ์

ถึงกระนั้น ในโลกแห่งการฝึกตนที่แสนโหดเหี้ยม ไม่มีการขาดแคลนการฆาตกรรม การโจรกรรม การปล้น หรือแม้กระทั่งการกระทำที่ผิดศีลธรรมมากมาย

หลู่หรานถิงกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองอันหลิงในฐานะตัวแทน