ตอนที่ 115

“มีเหตุผลอะไรที่โอสถสร้างรากฐานนี้ถึงมอบให้กับถิงชูแทนที่จะเป็นหมิงปู้?”

“ท่านพ่อ หมิงปู้ยังมีเวลาอีกสิบหกปี เขาจะได้รับโอกาสในภายหลัง”

หลู่จ้าวซือถอนหายใจขณะตอบคำถามบิดา

“นั่นเป็นการติดสินในที่ดี” หลู่ชิงกล่าวชื่นชม

"เป็นเรื่องดีที่สมาชิกทั้งสองคนประสบความสำเร็จ ตอนนี้ มีขอบเขตสร้างรากฐานห้าคนในตระกูลหลู่”

“เมื่อรวมกับเจ้าขอบเขตรู้แจ้ง ความแข็งแกร่งตระกูลหลู่ไม่ได้ห่างไกลตระกูลจ้าว ลูกต้องหมั่นฝึกฝนอย่างหนักในการบ่มเพาะ เจ้าจะไปถึงระดับที่สองได้เมื่อใด?”

“คงต้องใช้เวลาอีกสักสองสามปี ขอรับท่านพ่อ”

"เยี่ยม"

ในขณะที่ หลู่ชิงกำลังสนทนากับหลู่จ้าวซือ

เวลาที่เขาจะออกจากความสันโดษได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว

หลู่จ้าวซือก็มาถึงตรงเวลาเช่นกัน

“เอ่อ มีอีกเรื่องท่านพ่อ” จ้าวซือยกเรื่องอื่นขึ้นมา

เหวินน้อยก็มาด้วย เขาบอกว่าเขาอยากจะกราบขออภัยท่าน เขาควรจะออกเดินทางไปนิกายชิงเฟิงเมื่อครึ่งเดือนก่อน

แต่เขาเลื่อนเวลาออกไปครึ่งเดือนเพื่อรอท่านตื่นจากการฝึกฝนแบบปิดประตูและรอคอยได้พบท่าน”

“เจ้าเด็กตัวเหม็นนั่น!”

“เอ๊ะ?” หลู่จ้าวไม่รู้ว่าทำไมพ่อของเขาถึงกล่าวแบบนั้น

เมื่อคิดแล้ว บิดาของเขาไม่ควรจะคุ้นเคยกับเหวินอัน

“โอ้ ใช่แล้ว”

จ้าวชือครุ่นคิด

ในช่วงสงครามที่เขตเหลียวเมื่อปีก่อน สัมผัสวิญญาณของท่านพ่อไปช่วยเหลือเหวินอันและนำทางเขาออกจากสถานการณ์วิกฤต

แล้วทำไมบิดาถึงเรียกอีกฝ่ายว่าเด็กตัวเหม็น?

“ให้เขามา” เสียงของหลู่ชิงดังขึ้นอีกครั้ง

“ขอรับ” หลู่จ้าวซือออกจากความคิดและเดินออกไป

เหวินอันกำลังรออยู่นอกทางเดินลึกของห้องและกงซุนเยว่มาพร้อมกับเขา

กงซุนเยว่ สตรีรุ่นเยาว์ผู้นี้เป็นแขกของตระกูลหลู่เป็นเวลาหนึ่งปี

ตระกูลหลู่ปฏิบัติต่อเธอเหมือนแขกคนสำคัญ

พวกเขาจัดหาทรัพยากรให้เธอมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นี่เป็นเพราะพวกเขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนลูกสะใภ้และหลานสะใภ้

เธอมาจากตระกูลกงซุนซึ่งเป็นตระกูลที่มีอายุนับพันปี

พวกเขาจะปฏิบัติต่อเธออย่างขอไปทีได้อย่างไร?

ในตอนแรกที่พวกเขาสองคนเข้ากันได้ ทั้งสองค่อนข้างขี้อายและเก็บตัวเล็กน้อย

แต่ถ้าพวกเขาไม่ต้องการแต่งงานกันจริงๆ อย่างน้อยที่สุด ทั้งสองควรมีความประทับใจที่ดีต่อกัน

ซึ่งกงซุนเซี่ยพี่ชายของนางเป็นตัวแปรสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมา

ในสถานะนี้รุ่นเยา์ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันหนึ่งปี

นอกเหนือจากเวลาในการบ่มเพาะของพวกเขาเองแล้ว

พวกเขาทั้งสองใช้เวลาทั้งหมดร่วมกันโดยปกติแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเดินเล่น เยี่ยมชมเมือง หรือเยี่ยมชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ความเร็วในด้านการพัฒนาความรู้สึกของทั้งสองค่อนข้างเร็ว

ตระกูลหลู่กำลังเตรียมที่จะไปที่ตระกูลกงซุนเพื่อสู่ขอนาง

“เข้าไปกันเถอะ ท่านบรรพบุรุษได้ตื่นขึ้นแล้ว”

"ขอรับ ท่านประมุข" เหวินอันผสานมือเคารพผู้นำตระกูลพร้อมคำกับกงซุนเยว่

จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในทางเดินลึกในภูเขาด้านหลังเพียงลำพัง

ที่หน้าประตูห้องบ่มเพาะที่ปิดสนิท เขาสวมเสื้อคลุมยาวและคุกเข่าทั้งสองข้าง

“หลานอกตัญญู มากราบไหว้ท่านบรรพบุรุษ”

“เจ้าลุกขึ้นได้” เสียงของหลู่ชิงกล่าวออกมา

เมื่อเหวินอันได้ยิน มันเป็นเสียงเดียวกันกับที่เขาเคยได้ยินในสนามรบเมื่อปีก่อน

เหวินอันคงไม่กล้า

“ท่านบรรพบุรุษช่วยข้าให้รอดพ้นจากสมรภูมิรบในตอนนั้น แต่ข้าก็ระแวงและว่าร้ายท่านอยู่ในใจ หลานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดเมื่อคิดถึงพฤติกรรมที่ไร้มารยาทเช่นนี้”

ฮ่าฮ่าฮ่า….

หลู่ชิงรู้สึกขบขัน เขาไม่ต้องการโต้เถียงในเรื่องนี้

"ลุกขึ้น มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดกันได้ ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้า”

หลู่เหวินเริ่มลุกขึ้นหลังจากได้ยินสิ่งนี้

“อย่าได้ลืมประสบการณ์ในสงครามนั้น เจ้าต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง”

“ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ”

หลู่ชิงถามคำถามอีกสองสามข้อและให้กำลังใจหลานก่อนที่จะปล่อยเหวินอันไป

จากนั้น หลู่จ้าวซือก็เข้ามาอีกครั้ง

“มันจะไม่เป็นไรหรือ? ท่านพ่อบอกให้เหวินอันรู้ถึงการตื่นจากการหลับไหลของท่าน?”

"ทุกอย่างปกติดี" หลู่ชิงตอบ

“เรื่องนี้ไม่เหมือนเมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้ว”

หลู่จ้าวซือก็ตระหนักได้

เมื่อสิเจ็ดปีที่แล้ว เมื่อหลู่ชิงเพิ่งตื่นขึ้น การป่าวประกาศความจริงที่ว่าเขายังไม่ตายนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วจริงๆ

ในเวลานั้นตระกูลหลู่อ่อนแอที่สุด หลู่ชิงเพิ่งได้รับระบบและยังใช้งานไม่ได้มากมาย

ตระกูลหลู่มีผู้เชี่ยวชาญขอบเขตสร้างรากฐานเพียงสามคนเท่านั้น และความแข็งแกร่งของพวกเขายังไม่เพียงพอ

หากศัตรูอย่างตระกูลจ้าวเริ่มลงมือ ตระกูลหลู่จะไม่สามารถยืนหยัดได้แม้ว่าขอบเขตรู้แจ้งหรือผู้เชี่ยวชาญขอบเขตสร้างรากฐานอีกสามคนจะลงมือ

จ้าวจือถานไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหว

แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรต้องกลัว

พวกมันอาจจะหยั่งเชิงเพราะสงสัยว่าขอบเขตแกนทองคำของตระกูลหลู่อาจจะยังไม่ตาย

ตระกูลจ้าวไม่กล้าลงมือเพราะถ้ารู้ว่าผู้เชี่ยวชาญขอบเขตแกนทองของตระกูลหลู่ยังไม่ตายจริงๆ

ในตอนนี้มันแตกต่างออกไปแล้ว

“แล้วถ้าจ้าวจือถานเคลื่อนไหวเป็นการส่วนตัวล่ะ?”

“ข้าหลู่ชิงได้เตรียมของขวัญไว้ตอนรับเจ้าแล้ว!”

……

หลังจากนั้น หลู่ชิงก็กล่าวกับลูกชายเกี่ยวกับเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ

มันเกี่ยวกับการสร้างระบบการจัดสรรหินวิญญาณในตระกูล

“ในอนาคต เราจะไม่มอบหินวิญญาณให้กับสมาชิกในตระกูลของเรา เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงทุกปีจะถูกแลกเปลี่ยนเป็นแต้มผลงาน”

“ขอรายละเอียดด้วยท่านพ่อ”

เช่นเดียวกับแต้มผลงานที่ใช้ในสงครามมณฑลเสวี่ย

มูลค่าของการจัดสรรแต้มผลงานนั้นเทียบเท่ากับหินวิญญาณ

สมาชิกตระกูลยังสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณ

“การจัดการนี้ต้องไม่เหมือนเดิมแล้ว? ในอดีต เมื่อตระกูลมอบหินวิญญาณให้กับสมาชิกในตระกูล”

“ทรัพยากรที่ผู้ฝึกตนต้องการซื้อส่วนใหญ่ก็ซื้อจากคลังสมบัติในตระกูลเช่นกัน มีเพียงสมาชิกจำนวนน้อยที่ไม่แลกเปลี่ยนทรัพยากรในคลังสมบัติจริงๆ”

“ข้าเข้าใจ ตามที่ท่านอธิบาย จะใช้แต้มผลงานเพื่อซื้อทรัพยากรจากตระกูลในอนาคตเท่านั้น?”

“แต้มผลงานสามารถใช้แลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณได้ แต่หินวิญญาณไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นแต้มผลงานได้หรือไม่?”

“ใช่แล้ว”

“ด้วยวิธีนี้ สมาชิกในตระกูลจะไม่ถือครองหินวิญญาณมากเกินไป และหินวิญญาณที่เหลืออยู่ในตระกูลหลู่ก็จะมีมากขึ้น”

“มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกในตระกูลมากนัก แต่การเงินของตระกูลจะมั่นคงขึ้น และจะง่ายขึ้นในการรวมรวมหินวิญญาณเพื่อพัฒนาส่วนอื่นๆ!”

"แค่นั้นแหละ" น้ำเสียงของหลู่ชิงฟังราวกับว่าเรื่องนี้ยอดเยี่ยมมากแค่ไหน

นี่คือสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาได้หลังจากคิดถึงระบบเงินตราในชีวิตที่แล้ว

และระบบแต้มผลงานที่กองกำลังพันธมิตรใช้ในการทำภารกิจสำเร็จครั้งนี้มีประโยชน์มาก

เมื่อมันถูกนำไปใช้ มันเหมือนกับสกุลเงินเครดิตเล็กน้อย

การใช้หินวิญญาณเป็นสกุลเงินรูปแบบหนึ่งนั้นคล้ายคลึงกับทองคำที่หลู่ชิงจำได้จากชาติก่อนของเขา

พวกเขามีค่าทางกายภาพและมีค่ามากกว่าทองคำ หินวิญญาณสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นชีวิตของผู้ฝึกตน

หินวิญญาณไม่ได้เป็นเพียงการแสดงถึงความมั่งคั่ง

การจัดสรรการเงินเป็นแต้มผลงานให้สมาชิกตระกูลสามารถแลกเปลี่ยนกับหินจิตวิญญาณได้

แต่มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของตระกูลหลู่

ถ้าพูดตรงๆ ถ้าหลู่จ้าวซือทำสิ่งที่ยากเกินไปในอนาคตและหนีไปพร้อมกับหินวิญญาณ

สมาชิกในตระกูลหลู่ที่เหลือจะสูญเสียเงินทุนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ประการแรก หลู่จ้าวซือจะไม่ทำอย่างแน่นอน บุตรชายเขาไม่ใช่คนแบบนั้น

หลู่จ้าวซือยอมตายเพื่อตระกูลหลู่ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ในแง่ของผลประโยชน์ การเป็นผู้นำของตระกูลหลู่สบายกว่าการเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ถือครองหินวิญญาณจำนวนหนึ่งหรือไม่?

แน่นอน ในทางกลับกัน มันต้องมีวิธียุติเรื่องแบบนี้ ในฐานะผู้นำตระกูล หลู่จ้าวซือจะไม่ได้รับผิดชอบให้ดูแลเรื่องการเงินหรือการคลัง

ถ้าพวกเขาจะฉกฉวยมันด้วยกำลัง

ก็ไม่มีทางที่ตระกูลจะยิ่งใหญ่ได้ แม้แต่คนนอกก็สามารถฉวยมันไปได้

ในระยะสั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะมีคนโง่จะเสี่ยงหอบเอาหินวิญญาณหลบหนีไป

หลังจากได้ยินแผนการของพ่อ หลู่จ้าวซือก็ออกไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้

ร่างวิญญาณของหลู่ชิงลอยออกมา

เขาวางแผนที่จะเดินเล่นรอบภูเขาหยูหยานและพื้นที่โดยรอบ

หากไม่มีอะไรอื่น เขาจะกลับไปบ่มเพาะอย่างสันโดษอีกครั้งเพื่อที่เขาจะได้ทะลวงผ่านไปยังขอบเขตแกนทองคำระดับหกโดยเร็วที่สุด

แม้ว่ามันจะไร้ประโยชน์ในตอนนี้ แต่ตอนนี้เขามั่นใจในการฟื้นคืนชีพของเขามาก

ใครจะไปรู้ เขาอาจจะถือครองพลังขอบเขตวิญญาณด้วยซ้ำเมื่อเขาฟื้นคืนกลับมา!

“หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดี ข้าต้องใช้เวลากี่ปีในการฟื้นคืนชีพเมื่อเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณ?”

“ยิ่งกว่านั้น หากฟื้นคืนชีพได้จริง ๆ ข้าไม่รู้ว่ายังมีพลังปราณวิญญาณมากเพียงพอจากระบบอยู่หรือไม่? เฮ้อ... ช่างเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว”

หลู่ชิงเริ่มคิดเพ้อฝัน

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ร่างวิญญาณของเขาก็ลอยกลับไปที่ภูเขาด้านหลัง

เขาถอนความคิดของเขาและไม่พบอะไรพิเศษ

หลู่ชิงวางแผนที่จะกลับไปที่ร่างกายของเขาเพื่อเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง

ในขณะที่เขากลับมาที่ร่างกายของเขาและกำลังจะเข้าสู่ความสันโดษ เขาก็ได้รับข้อความ

[ความสำเร็จหนึ่งดาว: การกระทำที่กล้าหาญ]

[สมาชิกในครอบครัว หลู่หมิงซือ หลู่หมิงไห่ และหลู่เหม่ยถิงได้ทำสิ่งที่กล้าหาญเพื่อต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตระกูล พวกเขายังสร้างผลกระทบบางอย่าง]

[รางวัล: 10 แต้มโชค]

……

“นี่คืออะไร?”

“ทำไมเขาถึงแสดงความกล้าหาญอีกครั้ง?”

หลู่หมิงซือ?

หลู่ชิงจำได้ว่าหลู่หมิงซือนี้ดูเหมือนจะเป็นบิดาของหลู่เว่ยเหวิน

เขาควรเป็นผู้ฝึกตนจากทีมที่ประจำการในเมืองผิงเหยาเป็นเวลานานและรับผิดชอบผลประโยชน์ของตระกูลในเมืองผิงเหยา

เมื่อก่อนเขายังเป็นผู้ขายม้าในเทศมณฑลผิงเหยาอีกด้วย เขาเป็นคนที่ถูกซ้อมด้วย

“ทำไมมีอะไรเกิดขึ้นอีก?”

ตอนนี้ ภูเขาหยู่หยานไม่ได้รับข่าวนี้อย่างแน่นอน

หลู่ชิงไม่ได้จะปล่อยผ่านให้ใครมารายงานเขา

เขาลุกขึ้นและบินไปยังเมืองผิงเหยา หลู่ชิงจะไปถึงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน

ในขณะนี้ หลู่ถิงฮัวเป็นผู้ฝึกตนของตระกูลหลู่ที่ประจำการถาวรในเมืองผิงเหยา

เขาเป็นพี่คนโตของรุ่นถิง ปีนี้เขาอายุแปดสิบเจ็ดปี และอยู่ในขอบเขตลมปราณระดับเก้า เขาเป็นบิดาของหลู่หมิงซือปู่ของเว่ยเหวินและลูกชายคนโตของจ้าวเหิง

ในอดีตหลู่ถิงฮัวรับผิดชอบดูแลเหมืองหินวิญญาณ

ปีที่แล้ว หลู่จ้าวจุนถูกย้ายกลับไปที่ภูเขาหยู่หยานจากเขตผิงเหยา

เพื่อทำงานกิจการทั่วไปของตระกูล

เมืองผิงเหยาต้องการคนที่เชื่อถือได้และมีประสบการณ์มารับผิดชอบงานอย่างแน่นอน

ดังนั้นหลู่ถิงฮัวจึงถูกส่งไปรับงานนี้

ระหว่างทางหลู่ชิงใช้เวลาในการตรวจสอบสถานะปัจจุบันของทั้งสามคนที่ก่อให้เกิดการกระทำที่กล้าหาญของพวกเขา

หมิงซือปลอดภัยดี แต่หลู่หมิงไห่ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตลมปราณระดับเจ็ดและหลู่เหม่ยถิง ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตลมปราณระดับเก้าได้รับบาดเจ็บสาหัส

เมื่อเขามาถึงเมืองผิงเหยา สิ่งแรกที่ หลู่ชิงทำคือไปที่พำนักของตระกูลหลู่เพื่อตรวจสอบบางอย่าง มีผู้เชี่ยวชาญคนเดียวที่นั่น

ควรมีสมาชิกหกคนจากตระกูลหลู่ที่ประจำการในเมืองผิงเหยา

เขาไม่รีบร้อนที่จะทำอะไร จากการสนทนาระหว่างสมาชิกในคฤหาสน์

หลู่ชิงได้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เกิดจากภูเขาหลวนโถวนอกเมือง

ภูเขาหลวนโถวนั้นมีเส้นชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งในเขตผิงเหยา

มีผู้ฝึกฝนอิสระมากกว่ายี่สิบคนได้ก่อตั้งกองกำลังเล็กๆพวกมันบ่มเพาะอยู่ที่นั่น

เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นดินแดนรกร้าง พวกเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเมืองผิงเหยา

พวกเขาจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการบ่มเพาะอยู่บ่อยครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในภูเขาหลวนโถวหรือการแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการบ่มเพาะซึ่งพวกยังต้องเสียภาษี

เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นการจัดหารายได้ให้กับเมืองผิงเหยา

ปัญหาคือค่าเช่าภูเขาหลวนโถวที่ต้องจ่ายค่าคุ้มครอง

ไม่กี่ปีก่อน ตระกูลหลู่และตระกูลจ้าวมีบรรยากาศของความขัดแย้ง

พวกเขาได้หารือและได้ข้อสรุปจากความขัดแย้งนั้น

จากนี้ไปตระกูลหลู่จะเป็นคนเก็บค่าคุ้มครองนี้

ตระกูลหลู่มีกำไรสามในสิบส่วนในเขตผิงเหยาแล้ว

ในอดีต ตระกูลจ้าวมักจะเป็นคนเก็บค่าเช่าถ้ำที่มีเส้นชีพจรวิญญาณในเขตผิงเหยา

และค่าเช่าเส้นชีพจรวิญญาณระดับต่ำโดยรอบก่อน

จากนั้นพวกเขาจะจ่ายหินวิญญาณให้กับตระกูลหลู่ตามการใช้งาน

ผลกำไรต่างๆในตลาดการค้าของเมืองผิงเหยาจะตกเป็นของตระกูลหลู่

คงจะมีลูกเล่นมากมายในเรื่องนี้ ราคาค่าเช่าเท่าไหร่? เขาเก็บเงินได้เท่าไหร่?

มีสมุดบัญชีการเงินหรือไม่? มีข้อมูลการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ หรือไม่?

ในอดีต ตระกูลหลู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตรวจสอบบัญชีการเงิน

แต่พวกเขาไม่พบสิ่งที่ผิดปกติ บางครั้งพวกเขาก็พบบางอย่าง แต่คนจากกำลังกลังอื่นๆจะจัดการกับมันอย่างเฉยเมย

“ตระกูลหลู่ไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปได้”

หลังจากที่หลู่ถิงฮัวเอ่ยขึ้นมา เขาก็เริ่มเอ่ยถึงเรื่องนี้

“ผู้รับผิดชอบเมืองผิงเหยาจากตระกูลจ้าวยังคงเป็นจ้าวผิงซ่ง พวกมันได้ส่งผู้เชี่ยวชาญขอบเขตสร้างรากฐานมาแล้ว”

ในเวลานี้ ตระกูลหลู่ก็ไม่กลัวศัตรู

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำตระกูลของพวกเขาได้ถือครองพลังขอบเขตรู้แจ้งแล้ว

ผู้นำตระกูลอยู่บนภูเขาหยูหยานซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองผิงเหยานัก

มีอะไรให้กลัวพวกมัน

นอกจากนี้เขายังได้รับข่าวว่าหลู่หมิงหลิงและหลู่ถิงชูได้เข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว

ตระกูลจ้าวต้องยอมแพ้เรื่องนี้

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผู้ฝึกตนของตระกูลหลู่เริ่มยุ่ง พวกเขาไปเก็บหนี้และค่อยๆทวงคืนเอาผลประโยชน์ของตระกูลกลับคืนมา

กระบวนการนี้ไม่ราบรื่น มีความขัดแย้งและการต่อสู้มากมาย

แต่การรักษาความยับยั้งชั่งใจนั้นค่อนข้างง่าย

แม้ว่ามันจะยาก แต่พวกเขาก็ยังก้าวไปข้างหน้าทีละนิด

แต่เมื่อเขากำลังเก็บค่าเช่าภูเขาหลวนโถว พวกเขาก็พบกับปัญหา

กองกำลังผู้ฝึกตนอิสระในภูเขาหลวนโถวกล่าวว่าพวกเขาได้ส่งมอบมันไปแล้ว

และเป็นตระกูลจ้าวที่มาเก็บมันไป

เรื่องบัดซบเช่นนี้!

ตามข้อตกลง ภูเขาหลวนโถวเป็นสถานที่ผลประโยชน์ของตระกูลหลู่

กลุ่มผู้ฝึกตนอิสระไม่ได้ร่ำรวยมากนัก พวกเขาต้องรวมค่าใช้จ่ายเพื่อเช่าภูเขาหลวนโถวต่อปี และพวกเขาสามารถรวบรวมหิน

วิญญาณได้เพียงหนึ่งร้อยห้าก้อนเท่านั้น

ในข้อตกลงเมื่อปีก่อนจากการยืดเยื้อมาหลายปี

ตระกูลจ้าวบอกกลุ่มผู้ฝึกตนอิสระในภูเขาหลวนโถวสามารถให้ส่วนลดและเรียกเก็บหินวิญญาณเพียงห้าร้อยก้อนเป็นเวลาห้าปี

ผู้ผู้ฝึกตนอิสระทั้งยี่สิบคนคนควักหินวิญญาณมารวมกันและคิดว่าพวกเขาจะไม่ต้องกังวลไปอีกห้าปีข้างหน้า

พวกเขาไม่คาดคิดว่าตระกูลหลู่จะมาเก็บหินวิญญาณอีก

กลุ่มผู้ฝึกตนอิสระไม่สามารถหาหินวิญญาณจำนวนมากออกมาได้อีกครั้ง

ในเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญขุ่นเคืองมาก

พวกเขาตั้งคำถามว่าตระกูลหลู่และตระกูลจ้าวจัดการผลประโยชน์ในเขตผิงเหยาได้อย่างย่ำแย่เช่นนี้ได้อย่างไร?

พวกเขาเช่าสถานที่นี้มาหลายสิบปีและกลุ่มหลวนโถวของพวกเขาหยั่งรากในผิงเหยา

“ไม่จำเป็นต้องทำให้พวกเขาขุ่นเคือง มันก็ไร้ความหมาย พวกเราทำได้เพียงทวงหินวิญญาณกับตระกูลจ้าวอีกครั้ง แต่คำตอบที่ได้รับก็เหมือนเคย”

“ พวกมันจะให้เราไปเก็บหินวิญญาณในอีกห้าปีหน้า ช่างไร้สาระ”

"ผลประโยชน์ของตระกูลหลู่ต้องขาดหายไป"

เห็นได้ชัดว่าสมาชิกตระกูลหลู่ไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้

ไม่ต้องกล่าวถึงความจริงที่ว่าทั้งสองตระกูลขัดแย้งกันในตำหนักเจ้าเมือง

หลังจากเจรจาไม่สำเร็จ พวกเขาก็เกิดความคิดที่ไม่ดีนัก

ตอนนี้ตระกูลจ้าวแย่งชิงผลประโยชน์ตระกูลหลู่ไปไม่ใช่หรือ?

หลู่เหม่ยถิงพลังยุทธ์ขอบเขตลมปราณระดับเก้านำหมิงซือและหมิงไห่ไปลอบลงมือกับตระกูลจ้าว

นี่เป็นความคิดของหลู่เหม่ยถิงเอง เธอไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับหลู่ถิงฮัวพี่ชายของเธอ

ผู้ฝึกตนตระกูลหลู่สามคนที่ออกไปนอกเมืองเพื่อลอบโจมตีแต่พวกไม่ได้ฆ่าใคร

พวกเขาได้จัดการกับผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลจ้าวพร้อมกับปล้นหินวิญญาณมากกว่าสามร้อยสี่สิบก้อน

หลู่ถิงเหม่ยไม่สามารถเอาหินวิญญาณทั้งหมดของภูเขาหลวนโถวกลับคืนมาได้

แต่นางก็ไม่ยอมแพ้ เหม่ยถิงจึงไปเอาคืนจากตระกูลจ้าว

มันยังขาดอยู่ไม่น้อย แต่นางก็ได้ระบายความโกรธออกมาไม่มากก็น้อยและชดเชยความสูญเสียบางส่วนของตระกูลหลู่

แต่ระหว่างทางกลับเมือง พวกเขายังคงถูกขัดขวางแม้ว่าจะระมัดระวังมากขึ้นแล้วก็ตาม

ขณะที่พวกเขาต่อสู้อย่างสุดกำลัง พวกเขาทั้งสามก็กระตุ้นระบบเปิดใช้งานการกระทำที่กล้าหาญนั้น

สุดท้ายสมาชิกสองคนก็หนีไปได้ คนหนึ่งถูกจับได้

ตระกูลจ้าวไม่ได้ฆ่าเขา

โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายค่อนข้างยับยั้งชั่งใจ

มิฉะนั้น เรื่องนี้น่าจะกลายเป็นชนวนของสงครามระหว่างสองตระกูลโดยตรง

แต่ถึงอย่างนั้น สถานการณ์ก็ตึงเครียดมากแล้ว